Author: arunthep

  • พลังของการยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง

    งานวิจัยหนึ่งที่น่าสนใจของ  Brene Brown  ในเรื่องจุดอ่อนของผู้คน คือการพยายามถอดรหัสเพื่อเข้าถึงความรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยเพื่อจะปลดแอก ผู้คน และตนเองจากพันธนาการดังกล่าว แต่แล้วผลที่ได้กลับตาลปัตรเป็น ว่าเราไม่สามารถคาดเดาความเปราะบางนี้ได้ และ เรายิ่งไปกว่านั้นคือ เราไม่สามารถควบคุมมันได้

    เรื่องราวมันเกิดขึ้นจากการที่เธอพยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าคนเราอยู่ได้ด้วยการสร้างความเชื่อมโยงต่อกันและกัน และมันทำให้ชีวิตเรามีเป้าหมาย และความหมาย ธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนเรา เวลาที่ถูกถามถึงเกี่ยวกับความรัก คำตอบที่ได้คือความผิดหวัง หรือว่าอกหัก เวลาที่เราถามถึงการเป็นส่วนหนึ่งของอะไรซักอย่าง หรือมีเป้าหมายร่วมกับอะไรซักอย่าง เรามักนึกถึงเหตุการณ์ที่เราถูกกีดกันออกไป ความรู้สึกผิด หรือ shame เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ยิ่งถ้าเราพยายามปกปิด มันก็จะยิ่งแสดงผลมากขึ้น คนที่ไม่รู้จักความอับอาย คือคนที่จะไม่มีวันเข้าใจความเห็นอกเห็นใจ หรือ การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น และหนทางเดียวที่เราจะก้าวข้ามความรู้สึกผิดเหล่านั้นคือการเผยมันออกมาเพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ถึงสิ่งที่เราเป็น

    ส่วนหนึ่งของความพยายามของ เบรเน บราว คือการหาความสัมพันธ์ระหว่างคนสองกลุ่มที่มีความรู้สึกว่าเค้าเป็นคนที่มีคุณค่าต่อสิ่งรอบตัว (รู้สึกว่าตัวเองเป็นที่รักของผู้คน) และคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า (รู้สึกว่าตัวเองอาจไม่ดีพอ) การทดลองมากมายต่างบอกว่า

    คนที่รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่านั้นเชื่อว่าตัวเองนั้นเป็นคนที่มีคุณค่า และมีความกล้าที่จะบอกว่าตัวเองไม่สมบูรณ์ (มีจุดอ่อน)

    คนเหล่านี้มีความกล้าที่จะแสดงออกว่าไม่สมบูรณ์ มีจุดบกพร่อง และยอมรับมันได้อย่างไม่น่าเชื่อ คนเหล่านี้เชื่อว่าความไม่สมบูรณ์ทำให้โลกนี้สวยงาม  คนเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าความอ่อนแอเป็นเรื่องที่เค้าชอบ แต่บอกว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นและเป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิต คนเหล่านี้ไม่ลังเลที่จะบอกรักคนอื่นก่อน ทั้งๆที่ไม่แน่ใจว่าจะได้ความรักกลับหรือไม่ หรือ คนคนเหล่านี้ยอมลงทุนให้โอกาสกับคนรอบด้านหรือช่วยเหลือคนเหล่านั้นอย่างไม่มีเงื่อนไข

    จากประสบการณ์ส่วนตัวผมมักมองเห็นผู้คนพยายามที่จะพยายามที่จะชินชากับความอ่อนแอที่เรามีโดยที่พยายามไม่เอ่ยถึงมัน หากแต่การสร้างความชินชาให้กับตัวเองเหล่านั้นกลับสร้างปัญหาอย่างใหญ่หลวงที่ไม่น่าเชื่อ เพราะว่ามันกลับสร้างความรู้สึกไม่มีคุณค่าของตัวเราต่อสังคมรอบด้าน และไม่สามารถหลุดออกจากโลกของตัวเองได้ วิธีการที่ดีที่สุดคือการเปิดเผยและยอมรับกับคนรอบด้านว่าเราไม่สมบูรณ์ และแบ่งปันเพื่อให้เรามีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นขึ้นกับคนรอบข้าง และเราอาจจะได้รับพลังจากการปลดแอกตัวเองก็เป็นได้

  • รายการที่จะไม่ทำ TO-Not-Do List

    สิ่งที่ยากไม่ใช่บอกว่าทำได้ แต่คือการบอกว่าทำได้แต่ไม่ทำ

    ทักษะอย่างหนึ่งของคนที่ประสบความสำเร็จคือการที่สามารถบอกตัวเองว่าอยากทำอะไร แล้วต้องเขียนมันออกมาได้ว่าอยากทำอะไรบ้าง

    หรือ ภาษาอังกฤษที่เค้าว่า To Do List หากแต่ Tom Peters ผู้นำทางด้านการบริหารจัดการที่โด่งดังคนหนึ่ง กลับบอกว่า

    เราควรจะทำสิ่งที่ท่านเรียนว่า To Don’t Do List คือ พฤติกรรมที่เราไม่ต้องการที่จะทำ หรือไม่พึงประสงค์ที่มีผลต่อพลังงานชีวิตของเรา หรือทำให้เราเสียสมาธิ

    ถ้าไม่เชื่อลองดูว่าทุกๆอาทิตย์ลองเขียนสิ่งที่ไม่อยากทำออกมา และลองพยายามไม่ทำพฤติกรรมดังกล่าว แล้วลองดูว่าเราจะมีความสุขมากขึ้นแค่ไหน

    โดยส่วนตัวเชื่อว่า บางครั้ง สิ่งที่เราไม่อยากทำ อาจทำให้เป็นเหตุให้เรามีประสิทธิภาพมากกกว่า สิ่งที่เราไปสัญญิง สัญญากับคนอื่นว่าจำทำให้ก็เป็นได้

    NotToDoList

  • ถ้า ฉันมี _______มากขึ้น ฉันจะ__________

    บ่อยครั้งแค่ไหนที่เรามักบอกกับตัวเองว่า

    ถ้าฉันมีเงินล้าน ฉันจะทำ_____

     ถ้าฉันเกษียน ฉันจะช่วยเหลือสังคม

    ถ้าฉันมีเงินมากพอ ฉันจะพูดสิ่งที่ฉันคิด

    ถ้าฉันเป็นเจ้าของ ฉันจะ……

    ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนที่มักได้ยินจากผู้นำมากมายที่มีโอกาสได้สัมผัสว่า เค้าจะทำตามความปราถนาอย่างแรงกล้า ก็ต่อเมื่อเค้าได้สิ่งนั้นสิ่งนี้

    ทุกอย่างต้องรอไปก่อน รอไปก่อน รอๆๆๆ

    ไม่ได้กำลังบอกว่าต้องทำทุกอย่างทันที เพราะว่าสิ่งที่เราอยากทำนั้นมีความสำคัญไม่เท่ากัน

    หากแต่อยากให้เรานึกดีๆว่า เหตุผลที่เราพยายามบอกว่าไม่พูด หรือไม่ทำบางอย่างนั้น มันทำไม่ได้จริงๆ เป็นแผนการอันล้ำลึก หรือเป็นเพียงแค่ข้ออ้างที่จะก้าวไปในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย และอาจจะเปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล

     

  • 3 สาเหตุที่พนักงานที่มีงานที่ดีและมั่นคงถึงล้มเหลว

    “โตขึ้นอยากเป็นอะไร”

    “หนูมีความฝันว่าอะไร”

    มันดูไม่สมเหตุสมผลเหลือเกิน ถ้าเราเอาเหตุผลที่คนมากกว่า 90% ของโลกนี้ต่างเชื่อว่าถ้าเราอยู่ในอาชีพการงานที่ดีแล้วตั้งใจทำงานหนัก แล้วเราจะประสบการณ์ความสำเร็จในชีวิต เพราะอะไรเรามาดูกัน

    1.  พนักงานที่ดีอาจทำให้เรามีรายได้ที่ดี ที่ทำให้เราสร้างกำแพงที่ปิดกั้นความฝันของเรา หลายคนบอกว่าไม่จริง เพราะว่าเราได้ทำสิ่งที่เรามีความสุขในสิ่งที่เราทำอยู่ แต่ คิด คิด คิด ให้ดีถึงความฝันในวันเด็ก สื่งที่เราทำอยู่คือความฝันของเราหรือเปล่า หรือเป็นเพียงแค่ ความฝันที่ถูกหยิบยื่นให้จากคนอื่น เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะว่าถ้าเราไม่ทำตามความฝันที่คนอื่นสร้างขึ้น มันจะทำให้เราไม่มีความสุข พอไม่มีความสุข เราก็ทำงานได้ไม่ได้ดีเยี่ยม และ ผลลัพธ์คือ______

    2.  พนักงานที่ยอดเยี่ยมต้องทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆเพื่อให้ผลลัพธ์ดีขึ้นเรื่อยๆ หลายคนอาจบอกว่า ไม่จริง เราก็กระจายงานให้คนอื่นทำให้เราดีกว่าเราเพื่อเราจะได้ทำงานเบาลง งานวิจัยมากมายที่เห็นกันเกลื่อนกลาดต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ความรับผิดชอบมักสูงขึ้น เป็นเงาตามตัวเวลาที่เราสามารถบริหารจัดการงาน และคนเพื่อสร้างผลงานให้มากขึ้น ผลลัพธ์ที่ชัดเจนคือ สุขภาพเสื่อมลง โรคความเครียด ความดัน เบาหวาน คลอเรสเตอรอล หัวใจ พากันรุมเร้า และผลลัพธ์คือ_____

    3. พนักงานที่ดีมักตีกรอบความคิดของคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว ลองจินตนาการว่า ถ้าวันที่ลูกเราอยู่ในวัยเรียน เป็นเด็กที่ผลการเรียนยอดเยี่ยม แล้วเดินมาหาเราบอกกับเราอย่างตื่นเต้นว่า พ่อครับ แม่ครับ ผมรู้แล้วครับว่าผมอยากจะเป็นอะไรในอนาคต เราอาจจะตื่นเต้นกับลูกไปด้วยกับความรู้สึกถึงความฝันอันแรงกล้าของลูกเรา และเราอาจถามว่า แล้วอยากเป็นอะไรล่ะ แล้วลูกอมยิ้มแล้วตอบเราว่า ผม/ หนูอยากเป็นนักมายากลครับ พนักงานที่ดีอาจจะอื้งในคำตอบและพูดว่า ลูกเก่งเลขนี่นา ทำไมถึงอยากเป็นนักมายากลล่ะ การเป็นนักมายากลรายได้ไม่มั่นคงนะ และเหตุผลอื่นๆอีกมากมาย และผลลัพธ์คือ______

    คงไม่ได้กำลังบอกว่าการเป็นพนักงานเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่หากการได้ทำตามความฝันของเราไม่ว่าเราอยู่ในสถานะอะไรเป็นสิ่งที่ต้องทำ ย้ำว่า ต้องทำเพราะว่า เราคงไม่อยากเจอกับฝันร้ายที่เราไม่สามารถบอกกับลูกได้ ว่า เชื่อพ่อ เชื่อแม่ ทำตามความฝันของลูกนะ เพราะว่า พ่อกับแม่ได้ทำมาแล้ว (ไม่สำคัญว่าจะสำเร็จหรือไม่)

    หรือว่าเราอยากจะบอกกับลูกว่า พ่อแม่ทำตามความฝันไม่ได้เพราะว่า พ่อแม่มี ลูกน่ะแหล่ะ

    ลองคิดดู

  • อย่าด่วนตัดสิน เพราะ วิดีโอของเราไม่เหมือนกัน

    ผมว่าเราหลายคนคงเคยอยู่ในสถานการณ์ที่ ถามตัวเองว่า

    ทำไมนาย หรือ เธอคนนั้นถึง ไม่ทำในสิ่งที่คนทั่วไปเค้าทำกัน และหลายครั้งหนทางก็ดูมืดมนในความพยายามของเรา เพื่อจะทำให้ใครซักคนเข้าใจว่า สิ่งที่เค้าทำอยู่เป็นสิ่งที่สร้างผลเสีย ประเด็นส่วนใหญ่ที่เจอก็คือ เรามักเข้าใจว่าคนทั่วไปน่าจะเข้าใจ เรื่องนั้น เรื่องนี้ได้ ไม่เห็นจำเป็นที่จะไปบอกเค้า เค้าน่าจะคิดเองได้

    แต่ว่าแท้จริงแล้ว งานวิจัยของ Chris Argyrisให้คำจำกัดความถึงการมนุษย์ทุกๆคนมีความแตกต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ พอสรุปเพื่อให้เห็นภาพได้คร่าวๆว่าทำไมบางคนถึงมีสรุป วิธีการลงมือทำหรือความเชื่อที่อาจดูแตกต่างอย่างไม่น่าเชื่อ

    งานวิจัยว่า สมองคนเราเก็บภาพทุกอย่างเสมือนการเก็บภาพวีดีโอ ฉะนั้น วิดีโอของเราทุกคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น พอเราเจอสถานการณ์อะไร เราก็เลือกเอาส่วนที่เราอยากจะรับรู้ หรือสอดคล้องกับภาพวีดีโอของเราที่มีในหัว การเลือกภาพนั้นนำไปสู่การสรุปว่าเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไร และนำไปถึงความเชื่อ ที่บ่อยครั้ง ก็กลายเป็นการกระทำ

    มาถึงตรงนี้หลายคนอาจเข้าใจว่า แสดงว่าถ้าเราสามารถที่จะเปลี่ยนวีดีโอของเค้าได้ เราก็จะทำให้คนอื่นเป็นอย่างเรา หรือทำงานร่วมกับเราได้

    แต่แท้จริง เราควรจะถามตัวเองต่างหากว่า แล้วคนอื่นเค้าต้องมีวีดีโอที่เหมือนเราหรือไม่ และถ้าวีดีโอของเราเหมือนกัน แล้ว ความหลากหลายทางความคิดจะยังมีอยู่หรือไม่ ฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่จะคอยเตือนตัวเองเสมอเวลาเจอคนที่อาจจะคิดไม่เหมือนเรา คือ วีดีโอของเราทุกคนไม่เหมือนกัน และ ความไม่เหมือนกันนี้แหล่ะคือความสวยงามของมนุษย์ ถ้าเรารักคนอื่น (หรือคนนั้นมากพอ) เราอาจจะเริ่มจูนคลื่นไปเข้าใจวีดีโอของคนอื่นบ้าง เผื่อบางทีเราอาจจะมีภาพมุมใหม่ที่อาจจะทำให้เราเปลี่ยนวิถีการทำงานไปเลยก็ได้

  • 22 Nov 2013 @TPSE Talk: Practicalities of Supplier and Vendor Management: Avoiding Pitfalls

    logo_tpseconf

    22 November 2013 @Software Park Thailand, I will share about the supplier and vendor management. See more info at http://www.tpseconf.org…here’s some excerpt of the session

    It’s one fine evening, sipping tea with a bunch of sourcing executive, general managers, and sales. A relaxed and friendly conversation about the latest vendors and a number suppliers that may not deliver what we expected.

    Heck, it’s painful to see our familiar face under deliver and affecting the business so badly. The conversation was so alive that the solution is actually arisen in the conversation. I put in some notes and dig the world to find the practicalities of avoiding pitfall for Supplier and Vendor management.

    You will hear rules of thumb on selecting the right vendors and suppliers. You may have a chance to share your questions that give me more homework to find you the solution. It’s going to be open and friendly talk as there is no book that talk about it well enough and there will never be.

    See you all soon!

  • TPSE Talk @Software Park Thailand: Building High Performance Culture

    logo_tpseconf

    I owe a big favor to Amr Elsamadissy as he taught me many things about Agile and Coaching.  It was a life changing experience to know the responsibility ladder which was well taught by Christopher Avery.

    In the talk at Software Park Thailand for the first Thailand Practical Software Engineering Conference, I’m being honored to share the topic building the high performance culture as part of the project manager. Here’s the excerpt of the talk..

    “Why and How project manager must deliver high performance culture as part of deliverables?”
    By the book, project manager is tasked to deliver the project with standard project management triangle, time, budget, scope, with quality at the heart of the project. Nevertheless, far too many times, we witness the failure of the project especially software even though the project manager is so capable of delivering business needs. At time, project may seem to be successful but not long after the departure of glorified project manager, the project success is heading downhill. Together, we will exchange the experiences from the trenches that may change your perception on project manager roles and responsibilities. We will look at the basic human dynamic that will change your project result forever.

    See you all tomorrow at the afternoon session, Software Park Thailand. For more information about the event go to http://www.tpseconf.org

     

     

  • คุณฟัง หรือ แค่ได้ยิน

    หนึ่งในสิ่งที่ง่ายที่สุด และยากที่สุดของคนคือการฟัง

    การฟัง คือ การได้ยิน และเอาไปคิด

    หลายคนสับสนว่าการช่วยเหลือผู้คนที่ดีที่สุดคือการเข้าไปช่วยเหลือเลย แต่หากความเป็นจริงคือ การโดดเข้าไปช่วยอาจเป็นดาบสองคมที่ทำให้เรายัดเยียดสิ่งที่คนอื่นไม่ต้องการก็เป็นได้

    ฉะนั้นความช่วยเหลือที่ดีทีสุดที่เราทำได้ ต่อผู้คนที่อยู่รอบตัวเรา บางครั้งอาจเป็นแค่ไปนั่งฟังเค้า และพยายามช่วยเค้าในสิ่งที่เค้าอยากทำ และ เงื่อนไขส่วนใหญ่ที่คนจะเริ่มไว้ใจให้เข้าไปช่วยเหลือคือ

    1. ต้องเก็บความลับได้
    2. เป็นเรื่องส่วนตัว
    3. ให้ความช่วยเหลือได้อย่างมหัศจรรย์

    ต้องยอมรับว่าส่วนตัวเคยพยายามช่วยเหลือคนอื่นด้วยความรู้สึกว่า เรารู้ดีกว่า ผ่านอะไรมามากกว่า แต่แท้จริงแล้ว การช่วยเหลือผู้คนที่ดีที่สุดคือค้นให้เจอว่าคนอื่นอยากได้อะไร และทำสิ่งที่ทำให้ความปราถนาลึกๆนั้นสำเร็จ

    วันนี้คุณได้หยุดพูด และ ได้ฟังคนอื่นจริงๆ หรือเปล่า?

     

     

  • I have QA team (others but not me)

    One of the interesting observation when working with many team in my coaching career is how people would react to my questions about quality, product testing, A/B Testing, regression test, etc.

    We have done the unit testing, and we are waiting for QA team to do it.

    QA did it better. We just can’t do it like them.

    Our server won’t be able to do it, sorry.

    It will be very bias if we do the testing so it’s better QA/ Somebody else do it.

    What! you expect the actual business flow to be tested in development environment, that’s just too expensive!

    We don’t have enough time if we do more testing. Can we have more QA to do it?

    Our developers are the expert in this field and they hardly made any mistake (from the records)

    There are plenty more creative reason why quality can’t be done at the first line of code or test first along the first line of development.

    I’m one of those people who stuck at the activities I have to do daily and ignore the value that I have to give as part of my daily activities. I just hope that people don’t repeat the same thing. How? I guess if we put our creativity on how to perform such tasks so we don’t have to spend time to defense why we need others to do quality work.

    What’s your take?

  • Start-up with No money, No knowledge, No plan

    One of the an interesting speech by Alibaba Founder, Jack Ma, tells a story to Stanford grads that his philosophy that made him this far is

    1. No money, with only 50,000 RMB (250,000 THB) when he set out the start-up. Unlike many other family-rich-start-up, which they have lots of money to spend. Having no money gave him a chance to be creative on how to spend the money wisely.

    2. No knowledge about technology, Jack Ma never write a single line of code, and he takes it as an advantage because he now can test the system like the consumer.

    3. No plan, he was being agile in his way to tackle things because he hardly thought the company would come this far. The key to success is the adaptive leadership that he used along the road of start-up.

    Of course, his company now have all three things but the core values is still the same. The company has more money but it’s being spent carefully. Alibaba also have people who do technology driven but they all will be based on the clear vision from business. He still has no plan as a CEO but the planning at the operation level is still needed. Agility is what make Alibaba success.