Category: Agile

  • Product Owner ไม่จำเป็นต้องเป็นพหูสูจน์

    sequel-automation-orchestration-blog-header

    ในโลกของ Agile เราแบ่งคนทำงานออกเป็น 3 กลุ่ม

    Product Owner บทบาทหน้าที่เป็นคนที่เขียน Requirement แบบ User Stories เพื่อส่งให้ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าโดยมี Agile Coach หรือ Scrum Master ช่วยเร่งฟิตแบครูปให้เร็วขึ้นเพื่อจะได้รู้ว่าใช่สิ่งที่ลูกค้าต้องการหรือไม่แล้ววนกลับมาทำต่อจนได้สิ่งที่เกิดประโยชน์ให้กับลูกค้าสูงสุดหรือสำหรับคนใช้งานระบบจริงๆ
    คำถามพร้อมทั้งคำบ่นของทีมงานที่มักได้ยินบ่อยก็คือว่าทำไม Product Ower ถึงไม่รู้อะไรรายละเอียดของเรื่องนี้เลยหรือส่วนนี้ของ product แล้วเราจะทำหรือยังไง

    ก่อนที่เราจะตอบคำถามเหล่านี้ขอให้เราทำความเข้าใจก่อนว่า Product Owner นั้นมีงานที่ยากอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งของงานที่เราต้องทำคือจะต้องเข้าใจว่าลูกค้าเป็นใครผู้ใช้เป็นใครและตลาดที่เขากำลังทำโปรดักให้นั้น ทิศทางเป็นอย่างไร แล้วไหนจะยังต้องเป็นตัวกลางระหว่างทีมภายในทีมภายนอกความต้องการที่แตกต่างซึ่งงานของ product owner นี้เนี่ยก็ไม่ต่างจากมินิซีโอจริงๆ

    ความคาดหวังที่อยากได้ Product Owner รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับทุกอย่างนั้นไม่ใช่คำตอบ Product Owner ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นแหล่งความรู้ของทุกทุกอย่างในโลก นี้หรือของ product นี้ แต่หลายหลายทีมมักเข้าใจผิดว่า product owner ต้องเป็นอย่างนั้น

    ตัวอย่างเช่น ถ้าเรากำลังจะสร้างระบบอีคอมเมิร์ซที่จะต้องแสดงผลเกี่ยวกับรายงานการเงินบุคคลที่ควรที่จะไปถามคือฝ่ายการเงินที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับฟีเจอร์นั้น

    หน้าที่ของ product โอนเนอร์คือตัดสินใจว่าฟีเจอร์นั้นเป็นสิ่งที่ควรจะทำณเวลานี้หรือไม่ หรือถ้าไม่ใช่เวลานี้ ควรจะทำเวลาไหน

    Product  Owner ไม่จำเป็นและไม่มีภาระหน้าที่ที่จะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับทางด้านการเงินเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องรู้อะไรเลยเกี่ยวกับ Area นั้นของ product

    Product Owner จะต้องรู้ว่าควรให้ทีมงานไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านนั้นกับใคร

    ถ้าเปรียบเปรย product owner ก็เหมือนกับนายกบ้านเรานี่แหละนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในห้องในทุกๆเรื่อง

    ด้วยความซับซ้อนของการบริหารประเทศมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่นายกรัฐมนตรีจะรู้ว่าจะต้องทำอะไรในเรื่องทุกๆอย่างแต่สิ่งที่นายกจะต้องรู้คือนายกควรจะฟังใคร

    สิ่งที่นายกรัฐมนตรีควรจะต้องทำเมื่อเกิดภาวะสงครามก็คือ “โอเครัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมท่านคิดอย่างไร” ส่วนเรื่องรายละเอียดของการจัดการเนี่ยก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

    แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบก็คือว่าถ้าเกิดความเสียหายหรืออะไรเกิดขึ้นนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวไม่ใช่แค่บอกว่า ให้ไปถามรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม

    เช่นเดียวกับการสร้าง product owner เนี่ยแหละ ความรับผิดชอบก็ตกอยู่ที่ product owner

    ดังนั้น product โอนเนอร์ไม่ได้เป็นแหล่งของความรู้สำหรับทุกๆส่วนของ product แต่ product โอนเนอร์ที่ดีนั้นจะต้องเป็นคนที่รับฟังและรู้ว่าจะมอบหมายงานเหล่านี้ให้กับใครคนใดที่เป็นผู้เชี่ยวชาญดังนั้นแหละแบบนี้ถึงจะสำเร็จได้ในโลกของ Agile

  • What is Scaling Scrum?

    Good idea on scaling scrum

    kenschwaber's avatarKen Schwaber's Blog: Telling It Like It Is

    Scaled Professional Scrum is based on unit of development called a Nexus. The Nexus consists of up to 10 Scrum teams, the number depending on how well the code and design are structured, the domains understood, and the people organized. The Nexus consists of practices, roles, events, and artifacts that bind and weave the work together to produce a whole.

    We have found that when we get above ten Scrum teams that their ability to create usable products frays. The complexity and the dependencies that require resolution are overwhelming. The ability to create a “done” increment and not leave behind a pile of technical debt is daunting without shortcuts that reduce product viability.

    Some high tech vendors claim to regularly employ 100 or so Scrum teams on products and product families. They are not scaled, however. Scaling carries with it the responsibility that all of the attributes of the smallest…

    View original post 479 more words

  • ปลดล็อคศักยภาพด้วยการโคช

    คนส่วนใหญ่ชอบถามว่าเราจะช่วยพัฒนาศักยภาพของคนได้อย่างไร ทำไมบางคนถึงดูเหมือนจะทำได้ทุกอย่าง วิทยาศาสตร์มากมายที่ได้ยินได้ฟังต่างพยายามอธิบายเบื้องหลังของความสำเร็จ วันนี้เลยอย่างจะแบ่งปันเรื่องมิติของการพัฒนาศักยภาพ ด้วยการใช้โคช และฉลาดที่จะเลือกโคชเพื่อปลดล็อคความสามารถของเราที่ซ่อนอยู่

    โดยส่วนตัวมีโคชของตัวเองชื่อว่า Christopher Avery คนที่เขียนหนังสือที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่ง Team work is an individual skill และได้รับการปลดล็อคหลายอย่างในชีวิต (ย้ำในชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องงาน) บุคลิกของโคชที่ดีมีมากมายแต่อยากที่จะแบ่งปันสิ่งที่คิดออกในเวลานี้

    โคชที่ดีเหมือนกับคุณครู ทำทุกอย่างเหมือนกัน แต่ดูเหมือนมีไม้กายสิทธิ์ ที่สามารถทำให้ลูกศิษย์เปลี่ยนพฤติกรรมจากความตั้งใจภายในและสามารถที่จะต่อยอดไปเป็นผลลัพธ์ที่มหัศจรรย์

    แน่นอนมีโคชมากมายที่ดีในโลกนี้ แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวถ้าจะเลือกโคชด้วยหลักการดังต่อไปนี้

    1. หลีกเลี่ยงโคชที่พยายามทำให้ทุกคนรักและชอบ
    2. หาโคชที่กล้าพูดกับเราตรงๆไม่อ้อมค้อม เป็นคนที่น่าเคารพนับถือ
    3. โคชควรจะเป็นคนที่มีทิศทางชัดเจนว่าอยากเห็นอะไรในทุกๆวัน
    4. คนที่เป็นโคชต้องเข้าใจพื้นฐานของคน และ กล้าที่จะสอนเราในเรื่องเหล่านั้น
    5. โคชที่ดีต้องเคยล้มมาก่อนและสามารถที่จะพลิกจากวิกฤติเป็นโอกาสได้
  • ฝาแฝดที่หลายคนมองข้าม (Innovation & Change are twins)

    innovation_change

    ประสบการณ์มากกว่า 15 ที่เป็นทั้งส่วนหนึ่งที่ได้รับผบกระทบของการเปลี่ยนแปลง ในองค์กร และในฐานะที่เป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อน การเปลี่ยนแปลงในที่ต่างๆทำให้ตกผลึก ความคิดหลายๆอย่าง ซึ่งได้มีโอกาสถกกับพี่น้อง ทั้งที่เป็นคนทำงาน และคนที่เป็นซีอีโอ ประธานกรรมการ ในธุรกิจที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเงิน โทรคมนาคม การเกษตร ธุรกิจขายปลีก และสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งในเวทีไทย และเวทีระดับโลก

    สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดมากๆจากการได้มีโอกาสคุยกับคนที่มีประสบการณ์จริง คือ การที่ยิ่งทำมาก กลับทำให้รู้น้อยลง และฟังเยอะขึ้น (ฟังจริงๆ) และทำให้โอกาสในการปฏิรูปองค์กรนั้นเป็นรูปธรรมมากขึ้นด้วย

    การปฏิรูปในองค์กรต้องมีการสนับสนุนในระดับผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์ตรงในหลายๆโอกาสทำให้ได้รู้ว่าการปฏิรูปมักถูกพูดถึงมากในห้องประชุมของผู้บริหารระดับสูงเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น และบ่อยครั้งทุกอย่างก็กลับไปทำเหมือนเดิมในไม่กี่เดือน

    ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่แค่ เปลี่ยนอย่างไร แต่หากหมายรวมถึง จะรักษาสภาวะใหม่ หรือที่เราเรียกว่าวัฒนธรรมใหม่ได้อย่างไรด้วย

    และถ้าเรามองเรื่องวัฒนธรรม คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะหยิบคำยอดฮิตที่ บรรดานักปฏิรูป เอ่ยถึงเสมอ ทั้งที่เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง (ซึ่งส่วนตัวเคยเข้าใจแบบผิวเผินเช่นกัน)

    Innovation ใน wikipedia ได้ให้ความหมายไว้ว่า

    นวัตกรรม หมายถึงการทำสิ่งต่างๆด้วยวิธีใหม่ๆ และยังอาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางความคิด การผลิต กระบวนการ หรือองค์กร ไม่ว่าการเปลี่ยนนั้นจะเกิดขึ้นจากการปฏิวัติการเปลี่ยนอย่างถอนรากถอนโคน หรือการพัฒนาต่อยอด ทั้งนี้ มักมีการแยกแยะความแตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างการประดิษฐ์คิดค้น ความคิดริเริ่ม และนวัตกรรม อันหมายถึงความคิดริเริ่มที่นำมาประยุกต์ใช้อย่างสัมฤทธิ์ผล (Mckeown, 2008) และในหลายสาขา เชื่อกันว่าการที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเป็นนวัตกรรมได้นั้น จะต้องมีความแปลกใหม่อย่างเห็นได้ชัด และไม่เป็นแค่เพียงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เป็นต้นว่า ในด้านศิลปะ เศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และนโยบายของรัฐ ในเชิงเศรษฐศาสตร์นั้น การเปลี่ยนแปลงนั้นจะต้องเพิ่มมูลค่า มูลค่าของลูกค้า หรือมูลค่าของผู้ผลิต เป้าหมายของนวัตกรรมคือการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก เพื่อทำให้สิ่งต่างๆเกิดเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น นวัตกรรมก่อให้ได้ผลิตผลเพิ่มขึ้น และเป็นที่มาสำคัญของความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ

    โดยส่วนตัวมองเรื่อง นวัตกรรม เป็นกลยุทธที่ผู้บริหารต้องเข้าใจ เพื่อจะนำไปปฏิบัติได้อย่างเกิดผลสูงสุด โดยสรุปมีทั้งหมด 3 รูปแบบ

    1. นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) หนึ่งในนวัตกรรมที่หลายๆองค์มักมองข้ามคือการพัฒนาวิธีการทำงานที่มีอยู่ให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระบวณการในการตัดสินใจ หรือ วิธีการทำให้การออกสินค้านั้นง่ายขึ้น
    2. นวัตกรรมแบบ วิวัฒนาการ (Evolutionary) นวัตกรรมแบบนี้มักพูดถึงการมองหารูปแบบสินค้าแบบใหม่ ที่ดีกว่าเดิม เช่น การที่ Apple ออก iPhone ครั้งแรกที่ผนวกการฟังเพลงเข้าการสื่อสาร ในปี 2004 ไม่ใช่ของใหม่โดยสิ้นเชิงแต่หากเป็นพัฒนาการที่ก้าวล้ำ Apple ได้ลองและเกิดผลอย่างสูง ส่วนใหญ่นวัตกรรมแบบนี้มักเป็นผลลัพธ์ชัดเจนในผลประกอบการขององค์กร
    3. นวัตกรรมแบบเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง (Revolutionary) นวัตกรรมแบบนี้เป็นแบบก้าวกระโดด คือแทบไม่มีเค้าโครงของเดิมเหลืออยู่เลย เช่น บางบริษัทอาจเคยเป็นบริษัทผลิตซอฟต์แวร์ แต่ผันตัวเองไม่อยู่ในธุรกิจยานยนต์ หรือแม้แต่การเปลี่ยน ค่านิยม ที่ไม่เคยทำมาก่อน การเปลี่ยนแปลงในระดับนี้นั้นส่วนใหญ่นั้นสร้างความตระหนกตกใจให้กับคนในองค์กรเป็นอย่างมาก แต่ว่าถ้าทำได้องค์กรจะเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

    ดังนั้นหากองค์กรได้ต้องการที่จะนวัตกรรมใหม่ การปฏิรูป หรือการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เพราะว่าไม่มีองค์กรที่ประสบความสำเร็จใดๆที่ไม่มีนวัตกรรม และไม่มีนวัตกรรมใดๆที่ไม่มีการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลง

     

     

  • No, I don’t do Agile. I’m being agile

    With all respect, many people approach me with the question such as

    – Are you the one to doing Agile for the organization?

    – Can you tell me how to do Agile in my team?

    – Why Agile is so hard, how can I get one?

    – etc.

    My first question to those who want to do Agile is “Trust me, you don’t want to do Agile, it’s waste of time”, most response was a bit shocked and ask why. Why I am the Agile Manifesto Advocacy but keep telling people to go away with doing Agile.

    And that’s where the conversation begin, it’s normally about 10-15 mins talk and they get the idea.

    In brief, trust me, there is hardly any company in this world that want to do Agile because Agile itself is not putting bread on your table. The success of any company is the ability to being agile (as a verb) and use the Agile Manifesto as a guideline on how to achieve being Agile in software development.

    So next time you want to do Agile, ask yourself, how can you apply the Agile Manifesto values to your daily work because you don’t want to do Agile, you want to live agile.

  • แก้การเมืองด้วยอไจล์ (ลองคิดดู)

    ช่วงนี้พี่น้องอไจล์66 หลายคนเริ่มกระโดดเข้ากองไฟ ให้แง่คิดเรื่องการเมือง ในฐานะคนหนึ่่งที่เป็นประชาชนคนไทย คงอดไม่ได้ที่จะแบ่งปันมุมมอง

    เนื่่องจากครอบครัวเป็นคนไต้หวัน เคยไปทำงานที่อเมริกา อังกฤษ และหลายๆประเทศในยุโรป รวมทั้งประเทศจีนใกล้ๆเราด้วย

    อยากจะบอกว่า ไม่เห็นมีคนซักประเทศที่ชอบการเมืองของตัวเอง และบ่อยครั้งก็มักได้ยินว่า เราน่าจะทำอย่างประเทศนั้น ประเทศนี้บ้าง แต่อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือทุกๆความขัดแย้ง มักลงเอยด้วยบทสรุปที่นำพาการเมืองไปสู่จุดใหม่ที่แตกต่างจากเดิม

    ครับมันเป็นพัฒนาการ และ บุคคลที่เข้าใจว่า การเรียนรู้คือสิ่งสำคัญ ก็จะมีโอกาสก้าวไปข้างหน้าง่ายขึ้น

    โดยส่วนตัวเชื่อว่าการเมืองสำคัญ แต่สิ่งทีสำคัญกว่านั้น คือวัฒนธรรมของการมองย้อนดูตัวเองว่าเราได้มี่ส่วนที่ทำให้การเมืองเป็นอย่างทุกวันนี้หรือไม่ การแก้ปัญหาโดยการบอกว่าคนนั้นคนนี้เป็นตัวปัญหา ไม่เคยแก้ปัญหาให้ใครได้ และ ส่วนใหญ่สร้างปัญหามากขึ้นด้วยซ้ำ

    คงไม่บอกว่าเราควรทำตัวอย่างไร เพราะว่าส่วนตัวอ่านรัฐธรรมนูญไม่จบ และ ไม่เข้าใจรายละเอียดมากนัก

    หากแต่ถ้าให้ลองใช้หลักการของอไจล์ มันอาจจะทำให้การเห็นภาพการเมืองของเราเปลี่ยนไปซัก 1 องศา

    หลักการอไจล์ : http://agilemanifesto.org/iso/th/

    1. อไจล์เน้นให้เราคุยกัน หาข้อตกลงร่วมกัน มากกว่ากระบวณการ หรือ เครื่ื่องมือต่างๆที่เรามี บางทีแอบสงสัยว่าทำไมการคุยกันถึงไม่มีการอัดวีดีโอและแบ่งปันให้คนอื่นดูบ้าง
    2. สินค้าของการเมืองในมุมของผมคือนโยบาย ฉะนั้น นโยบายที่ใช้ได้จริง โดยที่ไม่ต้องรอการวิเคราะห์ให้ครบถ้วนล้านเปอร์เซ็น จึงเป็นสิ่งทีอไจล์ยกย่อง
    3. อไจล์เน้นเรื่่องการเก็บความคิดเห็นของคนต่อสินค้าที่เรามี การเมืองไทยในรูปแบบอไจล์น่าจะดีขึ้นถ้าเรามีการเก็บความรู้สึกของประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงกับนโยบาย หลายคนบอกว่าทำไม่ได้ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าเรายังไม่ได้ลอง
    4. อไจล์เน้นการตอบสนองต่การเปลี่ยนแปลง การเมืองแบบอไจล์นั้น คือการสามารถปรับวาระแบบแผนได้เร็วมากว่าสี่ปี คนดีไม่ใช้น้อย คงไม่ได้กำลังบอกว่าแผนงานไม่มีประโยชน์ หากแต่การปรับเปลี่ยนแผนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะดีกว่า

    แบ่งปันกันไปตามอรรถภาพ ตามมุมมอง ไม่ได้อิงสีใดสีหนึ่งเพราะว่า ส่วนตัวทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก่อนเป็็นสิ่งสำคัญ ออกไปทำหน้าที่บ้างในฐานะประชาชนคนไทย ก็ทำบ้าง แล้วแต่วาระ และโอกาส แต่รู้สึกว่า ณ เวลานี้ เราต้องการคนทำงานเพื่่อ ชาติมากกว่า การพยายามสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม

    จากคนรักประเทศไทยคนหนีึ่ง ไม่ฝักฝ่ายฝ่ายใด (ไม่ใช่ไทยเฉย ไทยเฉิ่ม ไทยอีกมากมาย ที่ช่างสรรหาำคำเพื่อสร้างความแตกแยก)

  • Individual interaction over process and tools …but the tools that fit, no harm

    Dell29

     

    One of the Agile Manifesto is individual interaction over process and tool. The manifesto is clearly not suggesting that processes and tools are bad but we need to know that it can’t replace our interaction with our friends.

    To me, a better processes and tools for me is it should help me working with others easier, more productive. Just like having a bigger screen (29″) that I can now pair programming with my peer easier.

    With the hardware/ software cost these days, I can buy a better editor and huge screen that help me enjoy my work as well as entertainment during my tea time.

    Have you thought about what tools and processes can give your more happiness…(it doesn’t have to be geeky tools like this)

     

  • จากข้อมูลสู่สติปัญญา

    undspectrum

    การได้มาซึ่งสติปัญญานั้น ไม่ได้ใช้เวลาเพียงแค่ข้ามคืน หากแต่เป็นความตั้งใจของเราทุกคน (ย้ำว่าทุกคนทำได้) ที่พยายาม แปลข้อมูลดิบของเราให้กลายเป็นประเด็นสิ่งที่เราสามารถที่จะบอกต่อให้คนอื่นไปใช้งานได้ หรือ การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ความรู้นี้เองที่ต้องการ การใช้งานประเด็นที่เราได้มาแล้วกลั่นกรองมาเป็นข้อสรุปซึ่งจะถูกนำไปใช้ในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาครั้งต่อไป

    สติปัญญาเป็นของหายากและไม่สามารถสอนกันได้ อย่างมากที่สุดที่ทำได้ก็แค่เพียงการชี้แนวทาง เพราะการได้มาซึ่งสติปัญญานั้นเป็นเรื่องส่วนตัวที่เราต้องทำเอง ส่วนหนึ่งคือการใช้เวลา ถามตัวเองเสมอว่า ดี แย่ และทำอะไรได้ดีกว่าเดิม

    การทำงานแบบอไจล์มีการคิดถึงสิ่งที่เราทำไปแล้วว่าเราสามารถปรับปรุงอะไรร่วมกันได้ ซึ่ง แน่นอนถ้า เรื่องทีปรับปรุงไม่หยั่งรากลึก ผลที่ได้มักไม่ค่อยยั่งยืนหรือว่าเห็นผลสูงสุด หากแต่ทีมใดที่สามารถมีภาพเดียวกันได้ว่าอยากพัฒนาปรับปรุงอะไร จะเป็นการสร้าง สติปัญญาของทีม ซึ่งนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างไม่น่าเชื่อ

  • TPSE Talk @Software Park Thailand: Building High Performance Culture

    logo_tpseconf

    I owe a big favor to Amr Elsamadissy as he taught me many things about Agile and Coaching.  It was a life changing experience to know the responsibility ladder which was well taught by Christopher Avery.

    In the talk at Software Park Thailand for the first Thailand Practical Software Engineering Conference, I’m being honored to share the topic building the high performance culture as part of the project manager. Here’s the excerpt of the talk..

    “Why and How project manager must deliver high performance culture as part of deliverables?”
    By the book, project manager is tasked to deliver the project with standard project management triangle, time, budget, scope, with quality at the heart of the project. Nevertheless, far too many times, we witness the failure of the project especially software even though the project manager is so capable of delivering business needs. At time, project may seem to be successful but not long after the departure of glorified project manager, the project success is heading downhill. Together, we will exchange the experiences from the trenches that may change your perception on project manager roles and responsibilities. We will look at the basic human dynamic that will change your project result forever.

    See you all tomorrow at the afternoon session, Software Park Thailand. For more information about the event go to http://www.tpseconf.org

     

     

  • I have QA team (others but not me)

    One of the interesting observation when working with many team in my coaching career is how people would react to my questions about quality, product testing, A/B Testing, regression test, etc.

    We have done the unit testing, and we are waiting for QA team to do it.

    QA did it better. We just can’t do it like them.

    Our server won’t be able to do it, sorry.

    It will be very bias if we do the testing so it’s better QA/ Somebody else do it.

    What! you expect the actual business flow to be tested in development environment, that’s just too expensive!

    We don’t have enough time if we do more testing. Can we have more QA to do it?

    Our developers are the expert in this field and they hardly made any mistake (from the records)

    There are plenty more creative reason why quality can’t be done at the first line of code or test first along the first line of development.

    I’m one of those people who stuck at the activities I have to do daily and ignore the value that I have to give as part of my daily activities. I just hope that people don’t repeat the same thing. How? I guess if we put our creativity on how to perform such tasks so we don’t have to spend time to defense why we need others to do quality work.

    What’s your take?