Blog

  • Anniversary Gift Idea

    Trying to decide what to give your spouse on your anniversary? Check out wedding anniversary gift by year for the 1st anniversary to the 60th.

    Anniversary Traditional Modern
    1st Paper Clocks
    2nd Cotton China
    3rd Leather Crystal/Glass
    4th Fruit/Flowers Appliances
    5th Wood Silverware
    6th Candy/Iron Wood
    7th Wool/Copper Desk Sets
    8th Pottery/Bronze Linens/Lace
    9th Willow/Pottery Leather
    10th Tin/Aluminum Diamond Jewelry
    11th Steel Fashion Jewelry
    12th Silk/Linen Pearls
    13th Lace Textile Furs
    14th Ivory Gold Jewelry
    15th Crystal Watches
    20th China Platinum
    25th Silver Silver
    30th Pearl Diamond
    35th Coral Jade
    40th Ruby Ruby
    45th Sapphire Sapphire
    50th Gold Gold
    60th Diamond Diamond

    (Source: www.hallmark.com/anniversary/ideas/anniversary-gift-ideas/)

  • จริงไหม ทารกที่เกิดมาตัวยาวโตขึ้นจะตัวสูง

    ใคร ๆ ก็อยากให้ลูกสูง คุณแม่ก็มักจะบำรุงตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนลูกเกิด มีคนบอกว่าถ้าเด็กแรกเกิดออกมาตัวสูง โตขึ้นก็จะสูง คำตอบคือ “จริง” เด็กที่ตอนแรกเกิดคลอดออกมาตัวยาวมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ตัวสูงในอนาคต ความสูงของพ่อแม่ก็อาจจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะสามารถดูได้ว่าลูกจะเกิดมาตัวสูงหรือไม่ เพราะลูกได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมจากพ่อแม่นั่นเองค่ะ และในตามหลักปัจจัยทางพันธุกรรมเราอาจประมาณความสูงของลูกได้ด้วยการนำความสูงของพ่อกับแม่ (หน่วยเป็นนิ้ว) มารวมกัน จากนั้นให้หารด้วย 2 และบวกเพิ่ม 2.5 นิ้วสำหรับเด็กผู้ชาย และลบออก 2.5 นิ้วสำหรับเด็กผู้หญิง และอีกหลักการหนึ่งก็คือ ลูกจะมีความสูงเมื่อโตขึ้นจะเป็น 2 เท่าของความสูงเมื่ออายุ 3 ปี อย่างไรก็ดีสูตรคำนวณทั้งสองเป็นเพียงแนวโน้มเท่านั้น ไม่ได้การันตีว่าลูกจะสูงเท่านี้แน่ๆ ทางที่ดีควรให้ลูกออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อการเติบโตที่แข็งแรงสมวัยในอนาคต

    (Cr: www.theasianparent.com)

    Singapore Parenting Magazine for baby, children, kids and parents

  • ของใช้เด็กที่คิดว่าคุ้มและไม่คุ้ม (ตอนที่ 2)

    แต่ก็มีบางอย่างที่เมื่อซื้อมาแล้วคนเลี้ยงใช้ไม่ถนัดบ้างและไม่พยายามนำมาใช้ด้วยเลยไม่ค่อยได้ใช้และต้องเก็บไปตามระเบียบ บางอย่างเก็บไว้อย่างดีจนลืมนำออกมาใช้ก็มี พอมาดูอีกครั้งลูกก็โตเกินกว่าที่จะใช้ได้แล้ว จะขอแชร์ 4 อย่างคือ

    1. ฟองน้ำ ก่อนคลอดซื้อฟองน้ำแบบธรรมชาติมาอย่างแพง 500 บาท แต่คนสอนอาบน้ำใช้ผ้าเช็ดหน้าเด็กแทน ผืนละ 39 บาทเอง ตอนนี้เลยถนัดใช้เป็นผ้าไปแล้ว สรุปว่าได้ใช้ฟองน้ำอยู่นับครั้งได้เลย

    2. หมอนรองให้นม เป็นหมอนรองให้นมสำหรับเด็กแฝด พรีออเดอร์มาจากอเมริกา เป็นของอย่างแรกที่ซื้อเตรียมไว้ แต่พอมาใช้จริงที่โรงพยาบาล ภรรยารู้สึกใช้ไม่ถนัด ประกอบกับพยาบาลสอนแบบอุ้มท่าฟุตบอลแล้วใช้ผ้าหนุนหรือหมอนหนุนเอา แล้วก็สอนท่าให้นมแบบนอนให้ เลยไม่ติดใจใช้หมอนรองให้นมเลย ตอนนี้เลยต้องเก็บไปตามระเบียบ รอไว้มาใช้ตอนให้ลูกหัดนั่งก็แล้วกัน

    3. เพลเพน ดีที่ไม่ได้ซื้อเอง รับมรดกตกทอดมา คิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้ ตั้งแต่ได้มายังไม่เคยให้ลูกนอนเลยสักครั้ง ส่วนใหญ่จะลงเปลโยกแทน

    4. ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแบบกางเกง เด็กวัยนี้รู้สึกว่าใช้ไม่ดีเท่าแบบเทป ส่วนตัวรู้สึกว่าถอดเปลี่ยนยาก ที่ซื้อมาเพราะซื้อมาผิดและซื้อมาตั้ง 3 ห่อใหญ่ ตอนนี้ก็เก็บไว้ให้คนที่ชอบแบบกางเกงต่อไป

    นี่เป็นกรณีของครอบครัวของผม ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่คิดว่าคุ้มหรือไม่คุ้มของแต่ละบ้านก็ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและการใช้งานของแต่ละครอบครัวนั้นๆ

  • ของใช้เด็กที่คิดว่าคุ้มและไม่คุ้ม (ตอนที่ 1)

    การเลี้ยงเด็กสักคนต้องลงแรงมากแถมต้องลงทุนเยอะด้วย ยิ่งผมมีลูกฝาแฝดถ้าประหยัดเงินในส่วนข้าวของเครื่องใช้ที่เกินจำเป็นสำหรับเจ้าตัวเล็กไปได้บ้างก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ไม่น้อย เพื่อเก็บไว้ลงทุนด้านการศึกษาและการดำรงชีวิตด้านอื่นๆในอนาคตด้วย ฉนั้น แทบทุกครั้งก่อนจะซื้อของใช้ลูก ภรรยาของผมจะใช้เวลารีวิวของใช้ที่คิดว่าซื้อมาแล้วน่าจะคุ้มค่าที่สุด เกิดประโยชน์และปลอดภัยกับลูกมากที่สุด ซึ่งบางอย่างซื้อมาก็ได้ใช้บ่อยจนต้องไปซื้อมาเพิ่มสำหรับสองคนบ้าง (คือถึงผมจะมีลูกแฝด แต่ก็ไม่ได้ซื้อทุกอย่าง 2 ชิ้นเสมอ) จึงอยากแบ่งปันสิ่งที่คิดว่าซื้อมาแล้วได้ใช้คุ้มที่สุดตั้งแต่ลูกเกิดมาจนตอนนี้ลูกก็ได้ 5 เดือนกว่าๆแล้ว วันนี้ขอเลือกมา 4 อย่างก่อนแล้วกัน คือ

    1. car seats

    จากการที่รีวิวมานาน เราเลือกใช้ของ Ailebebe Kurotto Premium ใช้ตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาลและทุกครั้งเวลาที่ต้องออกจากบ้าน ไม่ว่าจะไปหาหมอ ไปโบสถ์ ไปคอนโด ไปต่างจังหวัดหรือไปไหนทุกที่ ไม่ว่าจะไปใกล้หรือไกลก็ต้องนั่งคาร์ซีททุกครั้งก็เพื่อความปลอดภัย เพราะว่าสมัยนี้รถเยอะ แม้เราก็ขับรถปลอดภัยแต่เราก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะขับอย่างไร อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ ระวังไว้ก่อนเป็นดีครับ แต่ก็ต้องติดตั้งให้ถูกวิธีและรัดเข็มขัดทุกครั้งนะครับ

    2. เปลโยก

    ซื้อมาตอนลูกอายุได้ 2 เดือน เพราะว่าลูกติดให้อุ้มแล้วคนอุ้มเริ่มเมื่อย เลยไปซื้อมาใช้ 1 ตัวก่อน แล้วเปลโยกที่ซื้อมามีระบบสปริงซึ่งคนขายแนะนำว่าต้องรุ่นนี้เลยสำหรับเด็กติดมือ (แต่ส่วนตัวคิดว่าอย่าเด้งแรงเลย กลัวมีผลต่อสมอง เวลาใช้ก็เลื่อนเดินหน้า-ถอยหลังอย่างเดียว) ผลคือช่วยทุ่นแรงได้เยอะมาก ลูกสามารถนอนเล่นในเปลโยกได้ หรือบางครั้งก็วางลูกไว้ในนี้แล้วเราก็ละไปทำอย่างอื่นได้ชั่วครู่ด้วย ใช้ดีจนต้องไปซื้อมาเพิ่มเป็น 2 ตัวเลย จนป่านนี้เวลาลูกหลับยากก็ให้ลูกนั่งในเปลโยก ลากไปลากมาก็หลับแล้วค่อยอุ้มไปวางบนเตียง คุ้มจริงๆ

    3. play mat

    อันนี้มีคนซื้อมาฝาก เป็นของเล่นเสริมพัฒนาการ สีสันสดใส มีแสงไฟหลากสี และเสียงจากของเล่นแต่ละชิ้น ลองให้ลูกเล่นตั้งแต่อายุ 2 เดือนกว่า ตอนแรกก็ยังนอนมองนิ่งๆ พอได้สัก 3 เดือนก็เริ่มจับบ้าง พอ 4 เดือนก็เริ่มตีๆเตะๆจับ พร้อมกับส่งเสียงร้องชอบใจ คนพี่นอนเล่นในนั้น คนน้องก็นอนด้านนอกดูพี่เล่นไปด้วยได้ สามารถนอนเล่นเพลินๆ ได้สัก 10-15 นาทีจนกว่าจะเบื่อ จนตอนนี้ก็ยังได้ใช้เล่นอยู่เวลาต้องทำโน่นนี่ไปด้วย

    4. Oball

    ลูกบอล ถือเป็นของเล่นชิ้นสำคัญที่เด็กๆทุกคนชอบ ผมซื้อให้ลูกน้อยเล่นตั้งแต่ 3 เดือน เมื่อลูกเริ่มถอดถุงมือ จึงฝึกให้เขาจับและเรียนรู้ผิวสัมผัสแบบต่างๆ ไม่นานลูกสามารถจับลูกบอลไว้ได้อย่างถนัดและไม่ร่วงหล่นเพราะสามารถจับเกี่ยวลูกบอลมุมไหนก็ได้ จนเดี๋ยวนี้ก็ใช้เสมือนยางกัดได้ ลูกสามารถอยู่กับตัวเองและเล่นได้ ไม่ว่าจะไปไหนต้องพกติดตัวไว้ตลอด

     

  • ปิ้งย่างไม่อันตรายอย่างที่คิด

    หลายคนเชื่อว่าการรับประทานอาหารปิ้งย่างจะทำให้เกิดมะเร็ง ความจริงแล้วกระทรวงเกษตรของอเมริกา (USDA) รายงานว่า มีงานวิจัยบางเรื่องที่พบว่า การที่ทำให้อาหารสุกด้วยการใช้ความร้อนสูง ไม่ว่าจะเป็นการ ปิ้ง ทอด หรือ อบ อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้ สารก่อมะเร็งนั้นชื่อว่า heterocyclic amines (HCAs) และ polycyclic aromatic hydrocarbons (PAHs) ดังนั้นถ้าหากลดปริมาณการรับประทานอาหารประเภทนี้ลง ก็จะลดความเสี่ยงในด้านสุขภาพไปด้วย อย่างไรก็ตาม เรามีวิธีลดความเสี่ยงหากคุณต้องการรับประทานอาหารปิ้งย่าง คือ 1. เลือกผักตระกูลกระหล่ำ หากคุณเป็นเหมือนหลายๆ คนที่ชอบรับประทานอาหารประเภทนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรเพิ่มผักตระกูลผักกาดลงไปเช่น ผักบล็อกโคลี กระหล่ำปลี ซึ่งเป็นผักที่เต็มไปด้วยสารอาหารที่ชื่อ suforaphane ที่มีฤทธิ์ในการป้องกันการถูกทำลายของส่วนประกอบดีเอ็นเอในร่างกายของมนุษย์ ดังที่งานวิจัยหนึ่งเคยพบว่า ผู้ที่ได้รับประทานกระหล่ำดาววันละ 2 ถ้วยครึ่งในทุก ๆ วันนั้น จะมีร่างกายที่แข็งแรงและช่วยลดความเสียหายของดีเอ็นเอภายในร่างกายได้ 2. หมักเนื้อด้วยน้ำซอส เพราะน้ำซอสในเนื้อย่างต่างๆ ที่มีส่วนผสมของไวน์และเบียร์ได้ถูกค้นพบว่าสามารถช่วยลดปริมาณของสารก่อมะเร็งและช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ถึงร้อยละ 92-99% 3. เลือกเนื้อปลาหรืออาหารทะเล เพราะจะทำให้เกิดสารก่อมะเร็งน้อยกว่า เพราะมีกรดอะมิโนน้อยกว่า และใช้ระยะเวลาในการปิ้งย่างน้อยกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไปอีกด้วย 4. ไม่รับประทานหนังไก่หรือไขมันจากสัตว์ เพราะหนังไก่หรือเนื้อที่มีไขมันสีขาวนั้นจะทำให้เกิดการประทุของไฟขณะปิ้งย่างซึ่งจะเป็นสาเหตุหลักในการก่อมะเร็ง อีกทั้งยังมีภาวะเสี่ยงในเพศหญิงในเรื่องมะเร็งเต้านมอีกด้วย 5. เลือกเนื้อที่มีการชุบแป้งทอด เนื้อหมักกับสมุนไพร เพราะสมุนไพรมีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ ส่วนแป้งก็ยังมีสารลดการก่อมะเร็งได้อย่างดี ดังนั้นก่อนการรับประทานเนื้อทุกครั้งจึงไม่ควรลืมที่จะเอาใบออริกาโน โหระพา มินท์ หรือเครื่องเทศลงในเนื้อ ก่อนทุกครั้งที่จะมีการปิ้งย่าง (www.samunpri.com)

    grilledfood

  • โรคจากอาคาร !!! ภัยสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม ตอนที่ 3

    แนวทางแก้ปัญหา ทำได้โดย

    • วางแผนก่อสร้างอาคารที่ได้มาตรฐาน โปร่ง ระบายอากาศได้ดี มีการออกแบบกั้นบริเวณที่มีการฟุ้งกระจายของสารระเหยแยกจากห้องทำงานของพนักงาน เช่น ห้องถ่ายเอกสาร ห้องปริ้นท์งาน ห้องเก็บผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และกำหนดเขตห้ามสูบบุหรี่

    • ควรใช้วัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพดี มีสารมลพิษและไอระเหยน้อยที่สุด เช่น ใช้สีทาผนังแบบที่ไม่มีโลหะหนักผสมและมีสารป้องกันเชื้อรา ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้จริงหรือใช้วัสดุทดแทนที่ปลอดภัย ที่สำคัญคือ ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน จึงไม่ควรใช้พรมโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ ควรจัดให้มีระบบระบายอากาศที่ดี เช่น ติดตั้งช่องลม หรือพัดลมดูดอากาศเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกโดยเฉพาะบริเวณที่มีสารเคมีระเหยออกมาได้ เช่น ห้องน้ำ ห้องถ่ายเอกสารหรือห้องที่มีปริ๊นเตอร์

    • กรณีเป็นอาคารใหม่ ควรเว้นช่วงเวลาที่ให้สีและสารระเหยจากการตกแต่งอาคารระบายออกไปก่อนเข้าใช้อาคาร

    • หมั่นทำความสะอาดห้องและเฟอร์นิเจอร์เพื่อลดปริมาณฝุ่นและเชื้อรา สำหรับผ้าม่านและพรมควรทำความสะอาดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

    • ใช้เครื่องฟอกอากาศ หรือ เครื่องกรองอากาศ อาจต้องเป็นจำพวกผงถ่านซึ่งผ่านกรรมวิธีให้มีความสามารถในการดูดซับเรียกว่า “ถ่านกัมมันต์” (Activated Charcoal) และล้างแผ่นกรองฝุ่นของเครื่องปรับอากาศทุก 2 สัปดาห์

    • ทำความสะอาดล้างเครื่องปรับอากาศอย่างน้อยทุก 6 เดือนต่อครั้ง

    • เมื่อปิดเครื่องปรับอากาศ ควรเปิดหน้าต่างให้มีอากาศจากภายนอกหมุนเวียนในอาคาร และควรให้มีแสงแดดส่องเข้ามาในห้องบ้าง เพื่อลดความชื้นและเชื้อโรคต่าง ๆ ซึ่งมีการศึกษาพบว่า ไอออนลบและโอโซนตามธรรมชาติช่วยในการขจัดสารพิษในอาคารได้ด้วย

    • ควรจัดห้องให้โล่งและมีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นที่สุด อย่าให้มีซอกมุมเก็บฝุ่น

    • นำต้นไม้ในร่มมาปลูกและวางประดับไว้ตามจุดต่าง ๆ ในห้องหรือสำนักงาน ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีแล้ว ยังช่วยฟอกอากาศและลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเฉพาะไม้ประดับบางชนิดมีคุณสมบัติในการดูดซับสารพิษในอากาศได้ เช่น พลูด่าง เดหลี บอสตันเฟิร์น ลิ้นมังกร หมากเหลือง ว่านหางจระเข้ เสน่ห์จันทร์แดง สาวน้อยประแป้ง ออมเงินออมทอง โกสน และไอวี เป็นต้น

  • โรคจากอาคาร !!! ภัยสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม ตอนที่ 2

    สาเหตุของโรคจากอาคาร อาคารที่มีการระบายอากาศไม่ดี เช่น ใช้ระบบทำความเย็นและระบบระบายอากาศหมุนเวียนเพื่อประหยัดไฟฟ้า อาคารดังกล่าวมักปิดมิดชิด ไม่เปิดหน้าต่าง อากาศไม่ถ่ายเท ทำให้ภายในอาคารอบอวลไปด้วยสารมลพิษในอากาศหลายชนิด ได้แก่ สารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds: VOCs) โดยเฉพาะฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของกาวที่มักใช้กับเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เช่น พาร์ทิเคิลบอร์ด ไม้อัด รวมถึงผ้าหุ้มเฟอร์นิเจอร์ พรม วัสดุฉนวน น้ำยาทำความสะอาด ยาฆ่าแมลง ตลอดจนสีทาบ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นก๊าซไม่มีสี มีกลิ่นฉุน ถ้ามีอยู่ในอากาศมากกว่า 0.1 ppm (ส่วนในล้านส่วนของอากาศ) อาจทำให้แสบตา ระคายเคืองเยื่อจมูกและคอ คลื่นไส้ ไอ แน่นหน้าอก เป็นผื่นแพ้ องค์การอนามัยโลกได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าสารนี้เป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง และมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดมะเร็งในคนได้ ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่า ร้อยละ 90 ของอาคารที่มีการตกแต่งห้องใหม่ ใช้เฟอร์นิเจอร์ใหม่มีปริมาณของฟอร์มาลดีไฮด์เกินมาตรฐาน หรือแม้แต่อาคารที่ใช้งานมานานแล้ว ฟอร์มาลดีไฮด์ก็ยังสามารถระเหยต่อเนื่องได้อีกนานหลายปี !!! นอกจากนี้ สารมลพิษที่พบได้ทั่วไปในอาคารที่เป็นสาเหตุของโรคจากอาคารยังประกอบไปด้วย

    • ฝุ่นละอองและควันพิษ ทั้งจากภายนอกอาคารที่ฟุ้งกระจายและเล็ดลอดเข้าไปรวมทั้งฝุ่นภายในอาคารเองโดยเฉพาะในสำนักงานบริเวณเครื่องถ่ายเอกสาร จะมีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนปริมาณมาก ฝุ่นขนาดเล็กเหล่านี้สามารถเข้าไปสู่ระบบหายใจ ทำให้ระคายเคือง แสบจมูก ไอ จาม มีเสมหะ หรือมีการสะสมของฝุ่นในถุงลมปอด ทำให้สมรรถภาพการทำงานของปอดเสื่อมลง

    • เชื้อรา ในอาคารที่อับทึบ หากไม่มีการดูแลรักษาระบบทำความเย็นและระบบระบายอากาศอย่างเหมาะสม จะก่อให้เกิดความชื้นในอากาศ ส่งผลให้สปอร์รามีการเจริญแพร่กระจายและสะสมในอาคารโดยเฉพาะห้องที่ปูพรมและเปิดเครื่องปรับอากาศทั้งวัน ความเย็นจะส่งผ่านไปยังพรมทำให้เกิดความชื้น เกิดเชื้อราหมักหมมใต้พรมทำให้เกิดโรค เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด โรคโพรงจมูกอักเสบ ระคายเคืองตา เป็นต้น

    • เชื้อโรคและสารชีวภาพอื่น ๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส มูลนก ละอองเกสร ขนสัตว์ ฯลฯ สารเหล่านี้มักปนเปื้อนและฟุ้งกระจายในห้อง นอกจากนี้ ยังมีเชื้อโรคที่แพร่จากคนที่พักอาศัยอยู่ในอาคาร เมื่อมีการไอหรือจามก็จะทำให้เชื้อโรคกระจายวนเวียนอยู่ในอาคาร ซึ่งหากมีคนอยู่แออัดมากเกินไปก็จะยิ่งมีการแพร่ระบาดของเชื้อโรคมากขึ้น

    • ไรฝุ่น มักอาศัยในที่ที่มีอุณหภูมิและความชื้นพอเหมาะ พบมากตามที่นอน ผ้าปูที่นอน หมอน ผ้าห่ม พรม และผ้าม่าน ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น มักจะมีอาการคัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันตา แสบตา เคืองตา น้ำตาไหล คันคอ ไอ หรือหอบหืด และเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้

    • ยาฆ่าแมลง ยากำจัดปลวก หนู แมลงสาบที่ใช้ในอาคารบ้านเรือน อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้ผู้ที่ได้รับสัมผัสมีอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ แน่นหน้าอก ตาพร่ามัว ม่านตาหรี่ น้ำลายและเหงื่อออกมาก คลื่นไส้ อาเจียน และท้องร่วง

    • ก๊าซและสารระเหย เช่น ก๊าซหุงต้ม และเบนซีน (Benzene) เป็นต้น ซึ่งเป็นสารที่ปล่อยออกมาระหว่างการสูบบุหรี่ การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ กาว สี และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ไอระเหยของเบนซีนทำให้เซื่องซึม เวียนศีรษะ และหมดสติ การสูดดมหรือสัมผัสกับเบนซีนเป็นเวลานานจะมีผลต่อไขกระดูกและทำให้เป็นโรคโลหิตจางและโรคมะเร็งโลหิตได้

    • ฉนวนใยหิน ใยแก้ว ที่ใช้ทำวัสดุกันความร้อน ซึ่งอาจมีฝุ่นละอองก่อให้เกิดมะเร็งปอดและปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

    • คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่มาจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องถ่ายเอกสาร คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ อาจก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ กระวนกระวาย คลื่นไส้ วิงเวียน เมื่อยล้า เซื่องซึม และเกิดความผิดปกติสำหรับหญิงมีครรภ์และบุตรได้

  • โรคจากอาคาร !!! ภัยสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม ตอนที่ 1

    ปัจจุบัน เราใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในออฟฟิศและบ้าน เรามักรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจว่าเป็นที่ที่ปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในห้องที่ติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ มีเฟอร์นิเจอร์และสิ่งอำนวยความสะดวก ความสะอาดของอากาศภายในจึงสำคัญกว่าอากาศภายนอก การศึกษาขององค์การปกป้องสิ่งแวดล้อมของอเมริกาพบว่า อากาศภายในมีมลพิษมากกว่าอากาศภายนอกราว 2-10 เท่าและมลพิษภายในเป็น 1 ใน 5 ของบรรดาสิ่งแวดล้อมที่มีอันตรายสูงสุดสำหรับชาวอเมริกัน นอกจากนั้นองค์การอนามัยโลกประเมินว่าเกือบ 1 ใน 3 ของตึกทั่วโลกมีปัญหามลพิษ สมาคมแพทย์โรคภูมิแพ้ของอเมริกาชี้ว่า ราว 50% ของความเจ็บป่วยในอเมริกามีสาเหตุมาจากมลพิษภายในอาคาร ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ชาวอเมริกันเป็นโรคหอบหืดเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าและอัตราการตายจากโรคนี้เพิ่มขึ้นกว่าสามเท่า คุณกำลังเผชิญกับ “กลุ่มอาการป่วยจากอาคาร” (Sick Building Syndrome;SBS) อยู่หรือไม่ หากคุณมีอาการวิงเวียนศีรษะ มึนงง ปวดศีรษะ ระคายเคืองตา จมูก และลำคอ อ่อนเพลีย เมื่อยล้า คลื่นไส้ คล้ายจะอาเจียน ง่วงเหงาหาวนอน ขาดสมาธิ คันตามผิวหนัง แต่ในบางรายที่มีอาการรุนแรงมากขึ้น ได้แก่ เป็นไข้ ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ไอ แน่นหน้าอก และอาการเหล่านั้นยังคงอยู่แม้ว่าคุณจะออกจากอาคารไปแล้วก็ตาม อาจบ่งชี้ว่าคุณกำลังทุกข์ทรมานด้วย “โรคจากอาคาร” (Building Related Illness; BRI) ซึ่งคนที่มีโรคประจำตัวหรือเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว อาการแพ้จะกำเริบมากขึ้นด้วย

  • “ช่าง” กับ “ความรัก”

    ช่างที่ต้องมี เพื่อให้ความสัมพันธ์ราบรื่นจะต้องเรียนรู้ที่จะเป็น “ช่าง” ต่อไปนี้

    1. ช่างเอาอกเอาใจ เป็นช่างที่ใส่ใจความรู้สึกและความต้องการของอีกฝ่าย ซึ่งไม่เพียงจะทำให้อีกฝ่ายมีความสุข แต่ยังส่งผลดีต่อความสัมพันธ์และบรรยากาศในครอบครัวด้วย ตัวอย่างที่คุณอาจทำได้ เช่น เวลากลับมาบ้านเหนื่อยๆก็หาน้ำให้ดื่ม จัดเตรียมอาหาร บีบนวดผ่อนคลาย

    2. ช่างชื่นชม เป็นช่างที่ให้กำลังใจและมีคำพูดให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเขาเป็นคนเก่ง เป็นคนมีคุณค่า ซึ่งต่างจากการป้อยอ เพราะการชื่นชมเกิดจากการเห็นคุณค่าของอีกฝ่ายและแสดงออกมาเป็นคำพูดและการกระทำว่าเราประทับใจและชื่นชมด้วยความจริงใจ แต่การป้อยอนั้นเข้าข่ายการโกหกหลอกลวงเพื่อทำให้เขาพอใจ ทั้งๆที่ความจริงแล้วเราอาจไม่ได้รู้สึกเช่นที่พูดออกไป

    3. ช่างรู้ใจ เป็นช่างที่มองทะลุเข้าไปในความคิดและจิตใจ จะรู้ว่าอีกฝ่ายชอบหรือไม่ชอบอะไร อะไรที่ทำแล้วมีความสุขหรือทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นทุกข์

    4. ช่างมัน เป็นวิชาช่างขั้นสูง เป็นการผสมสองศาสตร์เข้าด้วยกัน คือการให้อภัย และความอดทน ซึ่งมีประโยชน์มากในการรักษาความสัมพันธ์ ถ้าคุณเป็นคนช่างมันได้แล้ว เรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่กวนใจ คุณก็จะสามารถมองข้ามไปได้ ไม่เก็บมาคิด ไม่ต้องกังวลใจ

    5. ช่างอดกลั้น เพราะในชีวิตคู่อาจมีการกระทบกระทั่งกันได้ เป็นเรื่องปกติของ .ลิ้นกับฟัน” แต่ความอดกลั้นจะช่วยพยุงความสัมพันธ์ไว้ ประเภทหงุดหงิดมาก็หงุดหงิดกลับไป ไม่ดีขึ้ช่วยให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นเลย มีแต่จะร้าวฉาน การอดทนอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรักจึงเป็นสิ่งที่ดีกว่า

    ช่างที่ต้องหลีกเลี่ยง คือ

    1. ช่างสืบช่างค้น คือ ตรวจทุกอย่าง เช็คทุกเรื่อง มือถือ อีเมลล์ ดมกลิ่นเสื้อผ้า ช่างแบบนี้นอกจากเจ้าตัวจะไม่มีความสุขที่ต้องคอยระแวงแล้ว ฝ่ายผู้ต้องสงสัยก็อาจทนไม่ได้เช่นกัน

    2. ช่างวิตกกังวล คือ คิดไปเองว่าอีกฝ่ายจะนอกใจ เป็นช่างที่มีแต่ความทุกข์

    3. ช่างบ่น คือ การพูดเรื่องเดิมๆซ้ำๆ และพูดด้วยอารมณ์หงุดหงิด ถือว่าเป็นการบ่น นอกจากคนบ่นจะเหนื่อยแล้ว ก็ทำให้คนฟังหงุดหงิดด้วยเช่นกัน

    4. ช่างซักช่างถาม ราวกับสอบปากคำ ไม่ว่าจะไปไหน ทำอะไร อยู่กับใคร เหมือนเป็นการไม่ให้เกียรติอีกฝ่าย แล้วยังเป็นสาเหตุของการทะเลาะกันอีกด้วย

    5. ช่างสงสัยและช่างจับผิด คือ การตั้สมมติฐานในใจว่าอีกฝ่ายต้องไปทำอะไรไม่ดีมา ปิดบังและซุกซ่อน ดังนั้นจะต้องหาความผิดให้ได้ ไม่มีความเชื่อถือเชื่อใจ มีแต่ความระแวง ทำให้ความรักไม่เบ่งบาน มีแต่เหี่ยวเฉา

    6. ช่างรื้อฟื้นและช่างจดจำความผิด คือ ชอบรื้อฟื้นเรื่องในอดีตที่เคยไม่พอใจ เมื่อทะเลาะกันก็จะยกเอาเรื่องราวเก่าๆมาพูด นอกจากจะทำให้ความสัมพันธ์ไม่ดีขึ้นแล้วยังสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจไม่มีที่สิ้นสุดด้วย ดังนั้นเพื่อให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างราบรื่น จะต้องหลีกเลี่ยงช่างบางประเภท แต่ในขณะเดียวกันต้องฝึกฝนที่จะเป็นช่างบางประเภท แล้วจะทำให้คุณและคู่ของคุณกลายเป็นคู่ที่ “ช่างมีความสุข”

    (Cr.ศจ.ดร.สมใจ รักษาศรี)