Blog Archives

บางสมการชีวิตนั้นจำเป็นต้องเจ็บปวด

คงไม่ผิดถ้าจะบอกว่าหลายๆคนเติบโตมาในระบบสังคม การศึกษาที่วางกรอบว่า เราควรเรียนรู้บทเรียนก่อนที่จะเจอบททดสอบ แต่หากสมการชีวิตมักเจอบททดสอบก่อนถึงจะได้รับบทเรียน เค้าเรียกไม่เจ็บไม่จำ (ภาษาอังกฤษเค้าว่า no pain, no gain) คงไม่บอกว่าการเรียนรู้เป็นสิ่งจำเป็นแต่การที่จะเอาสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์นั้นบางครั้งก็ยาก ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสเข้าไปแบ่งปันวิธีการสร้างผลงาน สร้างทีม ด้วยการทำงานแบบอไจล์ให้กับกลุ่มคนหลากหลายชาติ ทั้งนักคิด ผู้บริหารระดับสูง กลาง และคนลงมือทำงาน สิ่งหนึ่งที่ต้องคอยเตือนก็คือ บางครั้งเราต้องยอมให้พี่น้องบางคนได้ลองล้มดูบ้าง ผลลัพธ์ที่ต้องยอมรับคือจะมีกลุ่มคนประมาณสามกลุ่ม คือ ล้มแล้วเรียนรู้และไม่กลับมาทำมันอีก กลุ่มนี้เป็นคนฉลาดที่ไม่ยอมเจ็บซ้ำสอง เปลี่ยนแปลงเร็วและวิ่งเข้าลู่เร็ว ล้มแล้วเรียนรู้แต่ไม่อาจปรับพฤติกรรมให้ทำสิ่งที่ถูกต้องได้ คนกลุ่มนี้อาจใช้เวลานานกว่าจะเปลี่ยน แต่อย่างน้อยเค้าพยายาม โดยส่วนตัวเชื่อว่าในที่สุดคนกลุ่มนี้จะเปลี่ยนได้ ล้มแต่ไม่เรียนรู้และทำผิดพลาดเรื่องเดิมซ้ำๆ และหลายครั้งไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น และพยายามหาเหตุผลเพื่อจะมารองรับความล้มเหลวของตนเอง คนกลุ่มนี้น่าสงสาร เพราะว่าการเดินหันหลังให้กับโอกาสบางอย่างของชีวิตมักสร้างความขมขื่นในระยะยาว โดยส่วนตัวผมเคยตกอยู่ในกลุ่มคนทั้งสามกลุ่ม บางเรื่องเราอาจเรียนรู้เร็วและก้าวไปอย่างรวดเร็ว แต่บางเรื่องอาจไม่ยอมรับเพราะว่าเหตุผลส่วนตัวและข้อจำกัด บางเรื่องเราไม่ยอมรับเพราะว่าอาจจะยังไม่ได้พบกับคนที่ทำให้เราเข้าใจบทเรียน หลายครั้งเราก็มักท้าทายกับชีวิตว่า อยากเล่นจริง

Tagged with:
Posted in Agile, Coaching, transformation

ลำยอง

ช่วงนี้ถ้าใครไม่รู้จักละครเรื่องทองเนื้อเก้า ที่ทำเอาถนนโล่งตอนช่วงหัวค่ำ กรมสุขภาพจิต กระทรวง ทบวงกรม ต่างออกมาวิพากวิจารณ์ ละครดังกล่าวว่าเข้าข่ายทำลายจิตสำนึกที่ดีของเด็กไทย ได้มีโอกาสได้ดูไปบางตอน บ่องตง ก็สนุกดีเหมือนกัน และในหลายๆวันที่ไม่ได้ดูก็จะรู้ความเคลื่อนไหวเรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะว่าเฟสบุค เพื่อนๆนี่ต่างพากันรุมด่าว่าลำยอง มากมาย สนุกปาก นอกเหนือจากความสนุกของเรื่องที่แฉชีวืตของหญิงสาวคนหนึ่งที่มีลักษณะนิสัยที่ไม่ค่อยดีนักในการเลี้ยงลูก เป็นกุลสตรีที่ดี กตัญญู และคุณสมบัติต่างที่เราในสังคมมองว่าเป็นสื่งที่ดีควรทำในกรอบของสังคมไทย ถ้าเรามองอีกมุม ลำยองมีบุคลืกบางอย่างที่จะทิ้งเป็นข้อคิดให้คนในสังคมได้มองย้อนว่าเราน่าจะได้เรียนรู้อะไร นอกจากความไม่เอาไหนของลำยอง ที่ขัดๆที่มองเห็นคือ ลำยองมีความมุ่งมั่นที่จะได้มาซึ่งเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ขาตินี้ ต้องอยู่โดยไม่ต้องทำงาน หาความสุขไปให้มากที่สุด มุ่งมั่นขนาดที่ยอมละทิ้งจากคนรอบข้างว่าเป็นคนไร้ความเป็นมนุษย์แค่ไหน สื่งที่น่ายกย่องของลำยองคือ ไม่ว่าจะเจอสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจแค่ไหน ลำยองก็จะยืดเป้าหมายของตนไว้ให้มั่น และมองหาโอกาสต่อไปเสมอๆ ละครเรื่องนี้ตอนสุดท้าย ลำยองเป็นเอดส์ตาย (อย่าโกรธกันที่เฉลย อิๆ) แต่ในชีวืตจรืงเราอาจเคยเจอลำยองที่ประสบความสำเร็จในการตามหา และทำตามเป้าหมายที่วางไว้สำเร็จและได้สามีที่ทำให้ตัวเองไม่ต้องทำงานไปตลอดชีวืตได้ คงไม่ได้กำลังบอกให้ทำตามลำยอง แต่อยากให้ลองคืดดูว่าบ่อยครั้งแค่ไหนที่เราตั้งใจจะทำอะไรซักอย่าง

Posted in Coaching, transformation

แน่ใจหรือว่าเราจะเปลี่ยนแปลงองค์กรเรา?

บางครั้งลึกๆของเรา เราอยากทำคือปรับเปลี่ยน ช่วยเหลือ และเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงพัฒนาองค์กรของเราไปในทิศทางที่ดีขึ้น และสิ่งที่เรามักพอเจอและต้องตั้งคำถามให้คิดคือ ทำไมมันยาก ยากตั้งแต่วิธีการคิด วิธีการทำ และบางครั้งเราอาจกังวลว่าเราจะอยู่รอดในสภาวะที่เราจะเปลี่ยนแปลงนั้นหรือไม่ ใช่ครับ การเปลี่ยนแปลงบาง อย่างหมายถึงการที่เราอาจค้นพบว่า ที่ๆเราเคยอยู่ไม่ต้องการเรา แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย บางครั้งมันก็ชัดถึงชะตากรรมของเราในบั้นท้ายอยู่ดี ทำไงดี เป็นคำถามที่คงไม่มีบทสรุป เลยอยากถามผู้อ่านว่า ถ้าเราต้องเป็นเรา เราอยากจะเป็นผู้นำ หรือ ผู้ร่วมก๊วน การเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และทำไมเราถึงคิดแบบนั้น บทสรุปของโพล จะนำไปสู่การเขียนบล็อกในตอนต่อๆไป ในอีกสองอาทิตย์ 15 พย 56

Posted in Leadership, transformation

คนที่เปลี่ยนยากนั้นมีประโยชน์

การเริ่มก่อนไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จ หลายต่อหลายครั้งที่เรามักเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงในองค์กรจะมีคนหลากหลายกลุ่มที่มีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อทิศทางองค์กรที่ต่างกัน คนกลุ่มแรกที่เรามักเห็นได้บ่อยและชัดคือกลุ่มที่ตื่นเต้นและคอยที่จะทำตามทุกอย่างโดยง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งหลายต่อหลายครั้งคนกลุ่มนี้ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะว่าตื่นเต้นเพราะว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นของใหม่ และพอเห็นหมดก็เบื่อและอยากได้สิ่งใหม่เรื่อย ในทุกๆการเปลี่ยนแปลงจะมีคนกลุ่มนี้เสมอ แต่น่าเสียดายคือไม่ชอบที่จะดึงคนอื่นมาด้วยเพราะว่าไม่ได้เข้าใจข้อดี ข้อเสียอย่างแท้จริง คนกลุ่มที่สองคือคนที่เหมือนคนกลุ่มแรกแต่เป็นคนที่ตั้งตัวเป็นสาวกและพร้อมที่จะป่าวประกาศและคอนดึงเพื่อนร่วมงานมาด้วยคนกลุ่มนี้คือพวกที่อาจไม่ได้ตื่นเต้นมากแต่ใช้เวลาศึกษาลองผิดลองถูกจนเข้าใจระดับนึงและอยากหาคนทำด้วย คนกลุ่มที่สามคือคนที่ไม่ได้อยากจะเปลี่ยนแต่พอคนปริมาณมากขึ้นเริ่มทำคนกลุ่มนี้ก็จะทำตามและใช้กระบวณการที่เกิดจากการเปลียนแปลงในการเปลียนแปลงตัวเอง นี่คือคนกลุ่มใหญ่ขององค์กร คนกลุ่มประเภทสุดท้ายคือกลุ่มคนที่ หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ไป และพยายามหาเหตุผลมาหักล้างทุกอย่าง และถึงแม้ว่าทุกอย่างจะดูมีเหตุผลไปหมด ก็ยังเชื่อในความรู้สึกของตนเอง คนกลุ่มนี้บางคนสุดท้ายก็ออกจากองค์กรไปเพื่อไปหาสถานที่ที่ตอบโจทย์ของตัวเอง แต่หากคนกลุ่มนี้อยู่ต่อเค้าก็จะเป็นเสมือนคนที่คอยให้ความมั่นใจกับคนที่เปลี่ยนแปลงแล้วให้รู้ว่าเค้าทำในสิ่งที่ถูกแล้ว คนกลุ่มนี้มักใช้เวลานานมากและเมื่อถึงเวลาที่เค้าเปลี่ยน เค้าจะยึดกับสิ่งที่เค้าเปลี่ยนแบบมั่นคง คนกลุ่มสุดท้าย เป็นกลุ่มที่คนมักเข้าใจว่าเค้าเป็นคนขวางโลก ขวางความเจริญขององค์กร แต่เชื่อหรือไม่ว่าคนกลุ่มนี้แหล่ะเป็นกลุ่มคนที่สำคัญมากที่องค์กรต้องมีเพราะว่าคนเหล่านี้จะมีจุดยืนบางอย่างที่หาคนเข้าใจยากเป็นคนกลุ่มน้อยที่เราต้องรักษาไว้ในองค์เพื่อให้เค้าช่วยเตือนเราว่าไม่ใช่ว่าทุกๆแนวทางใหม่ๆจะเป็นแนวทางที่ดีเสมอไป และถ้าคนกลุ่มนี้หาจับจุดผิดได้ อาจทำให้ทุกคนเข้าใจในสิ่งที่เราไม่เข้าใจมากขึ้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในกลุ่มไหนขอให้เราระลึกเสมอว่าเราทุกคนเป็นเหมือนจิกซอว์ทีสำคัญที่จะทำให้ทุกๆการเปลี่ยนแปลงนั้นมีความหมายและเหมาะกับองค์กรเรามากที่สุด

Tagged with: ,
Posted in Agile, Coaching, transformation