Category: Healthcare

  • เจาะลึก “วาระลับ” จาก Davos: 5 โอกาสทองของประเทศไทย ส่งถึงรัฐบาลไทย

    5 โอกาสทองและจุดเปลี่ยนที่ไทยต้องคว้า ก่อนโลกจะหมุนไปไกลกว่าเดิม

    ท่ามกลางบรรยากาศการประชุม World Economic Forum (Davos) 2026 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่การพบปะของเหล่ามหาเศรษฐีหรือผู้นำโลก แต่คือการส่งสัญญาณถึง “ระเบียบโลกใหม่” ที่กำลังแตกแยก (Fragmentation) ระหว่างขั้วอำนาจ US/Europe และ China/BRICS

    สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากวงในและเซสชันทางเทคนิคที่เรียกว่า “Invisible Agenda” กำลังกลายเป็นโจทย์ด่วนที่รัฐบาลและภาคเอกชนต้องเร่งจัดการ นี่ไม่ใช่แค่การเตรียมตัวเพื่อรับมือกับอนาคต แต่คือการสร้าง “Host Narrative” หรือแกนกลางของยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อแสดงศักยภาพในฐานะเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings ณ กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม 2026 หากไทย “อ่านเกมขาด” เราจะเปลี่ยนจากประเทศที่อยู่ตรงกลางให้กลายเป็น “สะพานที่แข็งแกร่งที่สุด” ในภูมิภาคทันที

    ——————————————————————————–

    1. พลังของผู้หญิงและ “Asian Menopause Market”: เครื่องยนต์ GDP 1 ล้านล้านดอลลาร์

    ใน Davos ปีนี้ เรื่องสุขภาพผู้หญิงถูกยกระดับจาก “ประเด็นทางสังคม” สู่ “สินทรัพย์ที่มูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง” (Undervalued Asset Class) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีการระบุชัดเจนว่าการแก้ปัญหาช่องว่างด้านสุขภาพผู้หญิง (Women’s Health Gap) คือโอกาสทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    จุดเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไทย: ไทยต้องเลิกมอง Medical Hub เป็นเพียงการศัลยกรรมหรือตรวจสุขภาพทั่วไป แต่ต้องรุกเข้าสู่ “Asian Menopause Market” และ “Female Longevity Biotech” อย่างเต็มตัว เพื่อดึงดูดกลุ่ม Silver Economy ผู้หญิงทั่วโลกที่มีกำลังซื้อสูง

    • Action Plan: รัฐบาลไทยต้องลงนามใน “Zero Health Gaps Pledge” ทันทีเพื่อเข้าถึงกองทุน Climate & Health Fund มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ และควรประกาศสร้าง “Women’s Longevity Sandbox” โดยให้สิทธิประโยชน์ BOI แก่บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่เน้นการชะลอวัยและสุขภาพฮอร์โมนของผู้หญิง

    “ทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนในสุขภาพผู้หญิง จะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจกลับคืนมาถึง 3 ดอลลาร์”รายงานร่วม McKinsey x WEF

    ——————————————————————————–

    2. “กำแพงพลังงาน” และความอยู่รอดของ AI: การแข่งขันระหว่าง “สระบุรี” และ “บินตูลู”

    ความจริงที่น่าตกใจคือ คอขวดของ AI ไม่ใช่เรื่องชิปอีกต่อไป แต่คือ “Green Electrons” (ไฟฟ้าสีเขียว) ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Microsoft, AWS และ Google ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ลงทุนในประเทศที่ขายเพียงแค่ Carbon Credits แต่จะเลือกประเทศที่ยอมให้ซื้อพลังงานสะอาดได้โดยตรงผ่าน Direct PPA

    จุดเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไทย: แม้ประเทศไทยจะมี “Saraburi Sandbox” ที่ได้รับความชื่นชมบนเวทีโลกว่าเป็นโมเดลอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำที่ใช้งานได้จริง แต่ในสายตานักลงทุน เรากำลังถูกเปรียบเทียบอย่างหนักกับ Bintulu Cluster ของมาเลเซีย หากเราไม่เร่งเปิดเสรี “Green Wheeling” (การยอมให้เอกชนใช้สายส่งของรัฐเพื่อส่งไฟฟ้าสีเขียว) เม็ดเงินลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาทจากยักษ์ใหญ่คลาวด์อาจไหลไปหาเพื่อนบ้านทันที

    ——————————————————————————–

    3. จาก KYC สู่ “KYA”: ความปลอดภัยระดับควอนตัมและทางรอดของระบบการเงิน

    โลกการเงินได้ข้ามผ่าน “App Era” ไปสู่ยุคของ “Agentic AI” หรือ AI ที่สามารถตัดสินใจและทำธุรกรรมได้เองโดยอิสระ ทำให้กฎเกณฑ์เดิมอย่าง KYC (Know Your Customer) ล้าสมัย และต้องเปลี่ยนเป็น “KYA” (Know Your Agent) เพื่อระบุตัวตนของซอฟต์แวร์ที่ทำธุรกรรม

    นอกจากนี้ ยังมีภัยคุกคามเงียบที่เรียกว่า “Q-Day” หรืออาชญากรรมแบบ “Harvest Now, Decrypt Later” ที่แฮกเกอร์ขโมยข้อมูลที่เข้ารหัสไว้ในปัจจุบันเพื่อรอถอดรหัสด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต

    ยุทธศาสตร์เชิงรุกสำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (BoT):

    • Mandate: ภายใน Q4 2026 ธนาคารทุกแห่งต้องทำ “Cryptographic Inventory” หรือบัญชีรหัสลับเพื่อเตรียมพร้อมสู่การเข้ารหัสยุคใหม่ (Post-Quantum Cryptography)
    • AI Stress Tests: ไทยต้องเป็นผู้นำใน ASEAN ในการออกเกณฑ์การทดสอบภาวะวิกฤตของ AI เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบการเงินไทยจะไม่ล่มสลายจากความผิดพลาดของอัลกอริทึม
    • Quantum-Safe Baht: นี่คือหัวใจสำคัญที่ไทยต้องประกาศบนเวที IMF ว่า “เงินบาท” คือโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยที่สุดในโลก

    “การธนาคารในยุค AI ไม่ใช่เรื่องของแอปพลิเคชันอีกต่อไป แต่มันคือโครงสร้างพื้นฐานแห่งความไวเชื่อใจ (Infrastructure of Trust)”จากเซสชัน Banking Accelerated, Davos 2026

    ——————————————————————————–

    4. AI ในฐานะ “ขีดความสามารถ”: เมื่อ NCDs กลายเป็น “ความเสี่ยงต่อหนี้สาธารณะ”

    โลกกำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ถึง 11 ล้านคน Davos 2026 จึงสรุปว่าทางออกเดียวคือการใช้ “Ambient AI” (AI ที่คอยฟังและจดบันทึกอัตโนมัติ) เพื่อลดภาระงานธุรการของแพทย์และพยาบาลลง 30%

    จุดเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไทย: กระทรวงสาธารณสุขต้องหยุดมองว่าโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เป็นเพียงปัญหาสุขภาพ แต่ต้องมองว่าเป็น “Sovereign Debt Threat” (ภัยคุกคามต่อหนี้สาธารณะ) จากภาระงบประมาณระยะยาว

    • Pivoting: เปลี่ยนภาพลักษณ์ Medical Tourism สู่ “Wellness & Longevity Residency” เน้นการพำนักระยะยาวเพื่อ “ยืดอายุสุขภาพ” (Health-span) ซึ่งเป็นการบริหารความเสี่ยงทางการคลังที่ชาญฉลาดที่สุด

    ——————————————————————————–

    5. “ความเป็นกลาง” คือสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ: โมเดล “Compute-for-Data”

    ในสภาวะที่โลกแบ่งขั้วอย่างชัดเจน ความเป็นกลางของไทยต้องถูกเปลี่ยนให้เป็น “Neutral Bridge” ที่สร้างผลกำไรได้จริง ผ่านนโยบายที่เรียกว่า “Compute-for-Data”

    ยุทธศาสตร์สะพานเชื่อมโลก: ไทยควรเสนอข้อแลกเปลี่ยนกับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี: “เราให้พลังงานสะอาดและพื้นที่จัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Compute) แต่คุณต้องสร้าง Sovereign Cloud ที่ข้อมูลถูกจัดเก็บและอยู่ภายใต้กฎหมายของไทยเท่านั้น”

    การสร้าง Interoperability หรือการทำให้ระบบของทั้งตะวันตกและจีนทำงานร่วมกันได้บนพื้นที่ปลอดภัยในไทย จะเป็นจุดขายที่ทรงพลังที่สุดในการประชุม IMF-World Bank 2026 เพื่อพิสูจน์ว่าไทยคือพื้นที่ที่ทุนและข้อมูลจากทุกขั้วอำนาจสามารถ “วางใจ” ได้มากที่สุด

    ——————————————————————————–

    บทสรุป: จาก Disruption สู่ “Operational Resilience”

    บทเรียนสำคัญที่สุดจาก Davos 2026 คือโลกได้เปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้น “ความรวดเร็วในการทำลายล้าง” (Disruption) ไปสู่ยุคที่เน้น “ความยืดหยุ่นในการฟื้นตัว” (Operational Resilience)

    ความสำเร็จของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank 2026 จะไม่ได้ถูกวัดที่ความสวยงามของสถานที่ แต่จะวัดที่ความสามารถในการนำเสนอ “โรดแมป” ที่ชัดเจนใน 5 ประเด็นนี้

    ในวันที่โลกไม่ได้แข่งกันที่ความเร็ว แต่แข่งกันที่ความมั่นคงและความยืดหยุ่น… ไทยพร้อมหรือยังที่จะเป็น “สะพานที่แข็งแกร่งที่สุด” ในภูมิภาคนี้?

  • ปิ้งย่างไม่อันตรายอย่างที่คิด

    หลายคนเชื่อว่าการรับประทานอาหารปิ้งย่างจะทำให้เกิดมะเร็ง ความจริงแล้วกระทรวงเกษตรของอเมริกา (USDA) รายงานว่า มีงานวิจัยบางเรื่องที่พบว่า การที่ทำให้อาหารสุกด้วยการใช้ความร้อนสูง ไม่ว่าจะเป็นการ ปิ้ง ทอด หรือ อบ อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้ สารก่อมะเร็งนั้นชื่อว่า heterocyclic amines (HCAs) และ polycyclic aromatic hydrocarbons (PAHs) ดังนั้นถ้าหากลดปริมาณการรับประทานอาหารประเภทนี้ลง ก็จะลดความเสี่ยงในด้านสุขภาพไปด้วย อย่างไรก็ตาม เรามีวิธีลดความเสี่ยงหากคุณต้องการรับประทานอาหารปิ้งย่าง คือ 1. เลือกผักตระกูลกระหล่ำ หากคุณเป็นเหมือนหลายๆ คนที่ชอบรับประทานอาหารประเภทนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรเพิ่มผักตระกูลผักกาดลงไปเช่น ผักบล็อกโคลี กระหล่ำปลี ซึ่งเป็นผักที่เต็มไปด้วยสารอาหารที่ชื่อ suforaphane ที่มีฤทธิ์ในการป้องกันการถูกทำลายของส่วนประกอบดีเอ็นเอในร่างกายของมนุษย์ ดังที่งานวิจัยหนึ่งเคยพบว่า ผู้ที่ได้รับประทานกระหล่ำดาววันละ 2 ถ้วยครึ่งในทุก ๆ วันนั้น จะมีร่างกายที่แข็งแรงและช่วยลดความเสียหายของดีเอ็นเอภายในร่างกายได้ 2. หมักเนื้อด้วยน้ำซอส เพราะน้ำซอสในเนื้อย่างต่างๆ ที่มีส่วนผสมของไวน์และเบียร์ได้ถูกค้นพบว่าสามารถช่วยลดปริมาณของสารก่อมะเร็งและช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ถึงร้อยละ 92-99% 3. เลือกเนื้อปลาหรืออาหารทะเล เพราะจะทำให้เกิดสารก่อมะเร็งน้อยกว่า เพราะมีกรดอะมิโนน้อยกว่า และใช้ระยะเวลาในการปิ้งย่างน้อยกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไปอีกด้วย 4. ไม่รับประทานหนังไก่หรือไขมันจากสัตว์ เพราะหนังไก่หรือเนื้อที่มีไขมันสีขาวนั้นจะทำให้เกิดการประทุของไฟขณะปิ้งย่างซึ่งจะเป็นสาเหตุหลักในการก่อมะเร็ง อีกทั้งยังมีภาวะเสี่ยงในเพศหญิงในเรื่องมะเร็งเต้านมอีกด้วย 5. เลือกเนื้อที่มีการชุบแป้งทอด เนื้อหมักกับสมุนไพร เพราะสมุนไพรมีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ ส่วนแป้งก็ยังมีสารลดการก่อมะเร็งได้อย่างดี ดังนั้นก่อนการรับประทานเนื้อทุกครั้งจึงไม่ควรลืมที่จะเอาใบออริกาโน โหระพา มินท์ หรือเครื่องเทศลงในเนื้อ ก่อนทุกครั้งที่จะมีการปิ้งย่าง (www.samunpri.com)

    grilledfood

  • โรคจากอาคาร !!! ภัยสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม ตอนที่ 3

    แนวทางแก้ปัญหา ทำได้โดย

    • วางแผนก่อสร้างอาคารที่ได้มาตรฐาน โปร่ง ระบายอากาศได้ดี มีการออกแบบกั้นบริเวณที่มีการฟุ้งกระจายของสารระเหยแยกจากห้องทำงานของพนักงาน เช่น ห้องถ่ายเอกสาร ห้องปริ้นท์งาน ห้องเก็บผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และกำหนดเขตห้ามสูบบุหรี่

    • ควรใช้วัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพดี มีสารมลพิษและไอระเหยน้อยที่สุด เช่น ใช้สีทาผนังแบบที่ไม่มีโลหะหนักผสมและมีสารป้องกันเชื้อรา ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้จริงหรือใช้วัสดุทดแทนที่ปลอดภัย ที่สำคัญคือ ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน จึงไม่ควรใช้พรมโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ ควรจัดให้มีระบบระบายอากาศที่ดี เช่น ติดตั้งช่องลม หรือพัดลมดูดอากาศเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกโดยเฉพาะบริเวณที่มีสารเคมีระเหยออกมาได้ เช่น ห้องน้ำ ห้องถ่ายเอกสารหรือห้องที่มีปริ๊นเตอร์

    • กรณีเป็นอาคารใหม่ ควรเว้นช่วงเวลาที่ให้สีและสารระเหยจากการตกแต่งอาคารระบายออกไปก่อนเข้าใช้อาคาร

    • หมั่นทำความสะอาดห้องและเฟอร์นิเจอร์เพื่อลดปริมาณฝุ่นและเชื้อรา สำหรับผ้าม่านและพรมควรทำความสะอาดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

    • ใช้เครื่องฟอกอากาศ หรือ เครื่องกรองอากาศ อาจต้องเป็นจำพวกผงถ่านซึ่งผ่านกรรมวิธีให้มีความสามารถในการดูดซับเรียกว่า “ถ่านกัมมันต์” (Activated Charcoal) และล้างแผ่นกรองฝุ่นของเครื่องปรับอากาศทุก 2 สัปดาห์

    • ทำความสะอาดล้างเครื่องปรับอากาศอย่างน้อยทุก 6 เดือนต่อครั้ง

    • เมื่อปิดเครื่องปรับอากาศ ควรเปิดหน้าต่างให้มีอากาศจากภายนอกหมุนเวียนในอาคาร และควรให้มีแสงแดดส่องเข้ามาในห้องบ้าง เพื่อลดความชื้นและเชื้อโรคต่าง ๆ ซึ่งมีการศึกษาพบว่า ไอออนลบและโอโซนตามธรรมชาติช่วยในการขจัดสารพิษในอาคารได้ด้วย

    • ควรจัดห้องให้โล่งและมีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นที่สุด อย่าให้มีซอกมุมเก็บฝุ่น

    • นำต้นไม้ในร่มมาปลูกและวางประดับไว้ตามจุดต่าง ๆ ในห้องหรือสำนักงาน ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีแล้ว ยังช่วยฟอกอากาศและลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเฉพาะไม้ประดับบางชนิดมีคุณสมบัติในการดูดซับสารพิษในอากาศได้ เช่น พลูด่าง เดหลี บอสตันเฟิร์น ลิ้นมังกร หมากเหลือง ว่านหางจระเข้ เสน่ห์จันทร์แดง สาวน้อยประแป้ง ออมเงินออมทอง โกสน และไอวี เป็นต้น

  • โรคจากอาคาร !!! ภัยสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม ตอนที่ 2

    สาเหตุของโรคจากอาคาร อาคารที่มีการระบายอากาศไม่ดี เช่น ใช้ระบบทำความเย็นและระบบระบายอากาศหมุนเวียนเพื่อประหยัดไฟฟ้า อาคารดังกล่าวมักปิดมิดชิด ไม่เปิดหน้าต่าง อากาศไม่ถ่ายเท ทำให้ภายในอาคารอบอวลไปด้วยสารมลพิษในอากาศหลายชนิด ได้แก่ สารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds: VOCs) โดยเฉพาะฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของกาวที่มักใช้กับเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เช่น พาร์ทิเคิลบอร์ด ไม้อัด รวมถึงผ้าหุ้มเฟอร์นิเจอร์ พรม วัสดุฉนวน น้ำยาทำความสะอาด ยาฆ่าแมลง ตลอดจนสีทาบ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นก๊าซไม่มีสี มีกลิ่นฉุน ถ้ามีอยู่ในอากาศมากกว่า 0.1 ppm (ส่วนในล้านส่วนของอากาศ) อาจทำให้แสบตา ระคายเคืองเยื่อจมูกและคอ คลื่นไส้ ไอ แน่นหน้าอก เป็นผื่นแพ้ องค์การอนามัยโลกได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าสารนี้เป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง และมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดมะเร็งในคนได้ ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่า ร้อยละ 90 ของอาคารที่มีการตกแต่งห้องใหม่ ใช้เฟอร์นิเจอร์ใหม่มีปริมาณของฟอร์มาลดีไฮด์เกินมาตรฐาน หรือแม้แต่อาคารที่ใช้งานมานานแล้ว ฟอร์มาลดีไฮด์ก็ยังสามารถระเหยต่อเนื่องได้อีกนานหลายปี !!! นอกจากนี้ สารมลพิษที่พบได้ทั่วไปในอาคารที่เป็นสาเหตุของโรคจากอาคารยังประกอบไปด้วย

    • ฝุ่นละอองและควันพิษ ทั้งจากภายนอกอาคารที่ฟุ้งกระจายและเล็ดลอดเข้าไปรวมทั้งฝุ่นภายในอาคารเองโดยเฉพาะในสำนักงานบริเวณเครื่องถ่ายเอกสาร จะมีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนปริมาณมาก ฝุ่นขนาดเล็กเหล่านี้สามารถเข้าไปสู่ระบบหายใจ ทำให้ระคายเคือง แสบจมูก ไอ จาม มีเสมหะ หรือมีการสะสมของฝุ่นในถุงลมปอด ทำให้สมรรถภาพการทำงานของปอดเสื่อมลง

    • เชื้อรา ในอาคารที่อับทึบ หากไม่มีการดูแลรักษาระบบทำความเย็นและระบบระบายอากาศอย่างเหมาะสม จะก่อให้เกิดความชื้นในอากาศ ส่งผลให้สปอร์รามีการเจริญแพร่กระจายและสะสมในอาคารโดยเฉพาะห้องที่ปูพรมและเปิดเครื่องปรับอากาศทั้งวัน ความเย็นจะส่งผ่านไปยังพรมทำให้เกิดความชื้น เกิดเชื้อราหมักหมมใต้พรมทำให้เกิดโรค เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด โรคโพรงจมูกอักเสบ ระคายเคืองตา เป็นต้น

    • เชื้อโรคและสารชีวภาพอื่น ๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส มูลนก ละอองเกสร ขนสัตว์ ฯลฯ สารเหล่านี้มักปนเปื้อนและฟุ้งกระจายในห้อง นอกจากนี้ ยังมีเชื้อโรคที่แพร่จากคนที่พักอาศัยอยู่ในอาคาร เมื่อมีการไอหรือจามก็จะทำให้เชื้อโรคกระจายวนเวียนอยู่ในอาคาร ซึ่งหากมีคนอยู่แออัดมากเกินไปก็จะยิ่งมีการแพร่ระบาดของเชื้อโรคมากขึ้น

    • ไรฝุ่น มักอาศัยในที่ที่มีอุณหภูมิและความชื้นพอเหมาะ พบมากตามที่นอน ผ้าปูที่นอน หมอน ผ้าห่ม พรม และผ้าม่าน ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น มักจะมีอาการคัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันตา แสบตา เคืองตา น้ำตาไหล คันคอ ไอ หรือหอบหืด และเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้

    • ยาฆ่าแมลง ยากำจัดปลวก หนู แมลงสาบที่ใช้ในอาคารบ้านเรือน อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้ผู้ที่ได้รับสัมผัสมีอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ แน่นหน้าอก ตาพร่ามัว ม่านตาหรี่ น้ำลายและเหงื่อออกมาก คลื่นไส้ อาเจียน และท้องร่วง

    • ก๊าซและสารระเหย เช่น ก๊าซหุงต้ม และเบนซีน (Benzene) เป็นต้น ซึ่งเป็นสารที่ปล่อยออกมาระหว่างการสูบบุหรี่ การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ กาว สี และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ไอระเหยของเบนซีนทำให้เซื่องซึม เวียนศีรษะ และหมดสติ การสูดดมหรือสัมผัสกับเบนซีนเป็นเวลานานจะมีผลต่อไขกระดูกและทำให้เป็นโรคโลหิตจางและโรคมะเร็งโลหิตได้

    • ฉนวนใยหิน ใยแก้ว ที่ใช้ทำวัสดุกันความร้อน ซึ่งอาจมีฝุ่นละอองก่อให้เกิดมะเร็งปอดและปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

    • คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่มาจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องถ่ายเอกสาร คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ อาจก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ กระวนกระวาย คลื่นไส้ วิงเวียน เมื่อยล้า เซื่องซึม และเกิดความผิดปกติสำหรับหญิงมีครรภ์และบุตรได้

  • โรคจากอาคาร !!! ภัยสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม ตอนที่ 1

    ปัจจุบัน เราใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในออฟฟิศและบ้าน เรามักรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจว่าเป็นที่ที่ปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในห้องที่ติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ มีเฟอร์นิเจอร์และสิ่งอำนวยความสะดวก ความสะอาดของอากาศภายในจึงสำคัญกว่าอากาศภายนอก การศึกษาขององค์การปกป้องสิ่งแวดล้อมของอเมริกาพบว่า อากาศภายในมีมลพิษมากกว่าอากาศภายนอกราว 2-10 เท่าและมลพิษภายในเป็น 1 ใน 5 ของบรรดาสิ่งแวดล้อมที่มีอันตรายสูงสุดสำหรับชาวอเมริกัน นอกจากนั้นองค์การอนามัยโลกประเมินว่าเกือบ 1 ใน 3 ของตึกทั่วโลกมีปัญหามลพิษ สมาคมแพทย์โรคภูมิแพ้ของอเมริกาชี้ว่า ราว 50% ของความเจ็บป่วยในอเมริกามีสาเหตุมาจากมลพิษภายในอาคาร ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ชาวอเมริกันเป็นโรคหอบหืดเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าและอัตราการตายจากโรคนี้เพิ่มขึ้นกว่าสามเท่า คุณกำลังเผชิญกับ “กลุ่มอาการป่วยจากอาคาร” (Sick Building Syndrome;SBS) อยู่หรือไม่ หากคุณมีอาการวิงเวียนศีรษะ มึนงง ปวดศีรษะ ระคายเคืองตา จมูก และลำคอ อ่อนเพลีย เมื่อยล้า คลื่นไส้ คล้ายจะอาเจียน ง่วงเหงาหาวนอน ขาดสมาธิ คันตามผิวหนัง แต่ในบางรายที่มีอาการรุนแรงมากขึ้น ได้แก่ เป็นไข้ ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ไอ แน่นหน้าอก และอาการเหล่านั้นยังคงอยู่แม้ว่าคุณจะออกจากอาคารไปแล้วก็ตาม อาจบ่งชี้ว่าคุณกำลังทุกข์ทรมานด้วย “โรคจากอาคาร” (Building Related Illness; BRI) ซึ่งคนที่มีโรคประจำตัวหรือเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว อาการแพ้จะกำเริบมากขึ้นด้วย

  • สุขภาพทำนายได้ด้วยการวิเคราะห์ทางพันธุกรรม

    หนึ่งในความรู้ที่ได้มาในการสมนาสุขภาพ และหนังสือต่างๆที่ผมได้มีโอกาสได้สัมผัสให้ทำตระหนักว่าโลกของเราแบ่งแพทย์ออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มแพทย์ที่เรียนมาเเพื่อรักษาโรค และเป็นผู้เชี่ยวชาญในการจ่ายยา และการรักษาต่อโรคเจาะจง ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มแพทย์ที่เรียนมาเพื่อป้องกันโรค หรือแพทย์แผนทางเลือก กลุ่มแพทย์กลุ่มแรกเราคงรู้จักกันดี และคงไม่ต้องอธิบายมาก

    ประเด็นที่อยากจะแบ่งปันคือ กลุ่มแพทย์กลุ่มที่สองที่เชื่อว่าการป้องกันนั้นสำคัญการ รักษาโรคเมื่อเกิดขึ้น แพทย์กลุ่มนี้เชื่อว่าเราสามารถที่จะทำนายโรคจากการวิเคราะห์โครงสร้างทางพันธุกรรม โครโมโซม เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยในทวีปอเมริกา หรือยุโรป และค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์ก็มีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อยๆ ประเทศไทยก็เริ่มมีเข้ามาบ้างแต่ราคานั้นยังค่อนข้างแพง

    http://ilgenetics.com อินเตอลูเก้น บริษัททางด้านการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งได้ริเริ่มโครงการตรวจพันธุกรรมเพื่อประโยชน์ในการดูแลสุขภาพของลูกค้าและครอบครัว

    โดยส่วนตัวเชื่อว่าการป้องกันนั้นสำคัญกว่าการรักษา ไม่มีใครอยากป่วย เพราะเราแทบไม่มีทางรู้เลยว่า โรคที่กำลังเกิดมานั้นเป็นโรคที่แพทย์นั้นรักษาได้หรือเปล่า หากแต่ถ้าเรารู้ว่าโครงสร้างทางพันธุกรรมของเรามีความเสี่ยงต่อโรคอะไรบ้าง เราควรหรือไม่ควรทานอะไรเพื่อหลีกเลี่ยงโรค

    ผมว่าคำแนะนำที่มักได้ยินจากแพทย์ที่ว่า ทานอาหารให้ครบห้าหมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ กำลังจะหมดไปในอนาคตอันใกล้ และถูกแทนที่ด้วยวิทยาการทางการแพทย์แผนป้องกัน

    dnastructure