Author: arunthep

  • คุณคือผู้นำ (อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้)

    ทุกคนไม่ว่าทางใด ทางหนึ่ง เป็นผู้นำกันทุกคน แนวความคิดที่ว่านี้ไม่ใช่ว่าเราต้องเป็นซีอีโอ หรือประธานบริษัทแค่นั้น หากแต่เราทุกคนต่างมี ภาระหน้าที่ต้องเป็นผู้นำ มาดูกันว่าเราเป็นอันไหนกันบ้าง

    1. ผู้นำกลุ่มองค์กร บริษัท อันนี้ชัดมาก คนเหล่านี้มักได้รับมอบหมายงานให้อย่างชัดเจนว่าเค้าต้องเป็นผู้นำในองค์กร เราหลายคนอาจเป็นเจ้าของกิจการ บริษัท ห้างร้าน แต่การเป็นผู้นำนั้นเป็นทางเลือกหนึ่งที่เราต้องเลือกเป็น การเป็นเจ้าของไม่ได้ทำให้คุณเป็นผู้นำในทันที
    2. ผู้นำในสาขาอาชีพ ไม่ว่าคุณจะเป็นที่ปรึกษา หมอ นักพูด ผู้ประกอบการ นักกฏหมาย หรือว่านักแสดง เราต่างต้องมีวาระที่เราต้องเป็นผู้นำด้วยกันทั้งนั้น
    3. ผู้นำชุมชน วัด โบสถ์ การที่เราไปช่วยเหลือองค์กรการกุศล หรือ องค์กรที่ไม่ได้คาดหวังผลกำไร นั่นคือการเป็นผู้นำอย่างหนึ่ง ไม่เว้นแต่ ผู้นำลูกเสือ หรือว่าเนตนารี
    4. ผู้นำในครอบครัว การที่เราต้องตัดสินใจบางอย่างในเวลาที่เราอยู่บ้าน นั่นคือการเป็นผู้นำอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเฉพาะพ่อหรือแม่เท่านั้นที่เป็นผู้นำได้ ลูกๆหลานๆก็เป็นได้
    5. ผู้นำที่ชอบให้กำลังใจ มีคำพูดดีๆที่ให้แรงบันดาลใจคนได้ หรือแม้แต่การเป็นผู้นำในกลุ่มเพื่อนจัดหาสถานที่ในการสังสรรค์
    6. ผู้นำทางด้านความคิด การที่เรามีความคิดที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน นั่นก็คือการเป็นผู้นำอย่างหนึ่ง
    7. ผู้นำทางด้านการกระทำ คุณอาจไม่ได้เป็นคนคิดเยอะ แต่เน้นไปในด้านการกระทำมากกว่า และหลายครั้งทำให้หลายคนอยากทำตามด้วย
    8. สุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด ผู้นำชีวิตตัวเอง ไม่มีใครจะตัดสินใจนำพาชีวิตของเราไปได้ดีกว่าตัวเรา (ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนไม่ปรึกษาคนอื่นนะครับ) หลายคนคิดว่าชีวิตของเราผูกไว้กับคนอื่นให้คนอื่นเค้าชักนำ แท้จริงแล้ว เราต่างหากที่ไม่เลือกที่จะนำชีวิตของเราเอง เพราะว่าการไม่ตัดสินใจ ตือการตัดสินใจอย่างหนึ่ง
  • 4 เทคนิคการพูดที่ใครๆก็ทำได้

    หนึ่งในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและทำได้ง่ายสำหรับทุกคนคือการพูด แต่อุปสรรคหนึ่งที่มักได้ยินคนรอบข้างคิดคือพูดอย่างไรให้คนฟัง หรือพูดให้น่าฟัง ที่สำคัญทำได้ทุกคนด้วย

    1. ชัดเจน คนส่วนใหญ่มีสมาธิกับเราไม่เกิน 10 วินาที ถ้าสิ่งที่เราพูดไม่ชัดคนฟังจะไม่ฟังต่ออย่างตั้งใจ(หรือไม่ฟังเลย) หลายคนมักเข้าใจผิดว่าคำพูดที่สวยหรูดีกว่าความชัดเจน
    2. ง่าย จินตนาการว่าเรากำลังเล่าเรื่องให้เด็กอายุ 5 ขวบฟัง แล้วจะทำให้เราตัดคำที่เข้าใจยากออกและแปลเป็นภาษาที่ใครๆก็ฟังได้ ความง่ายเป็นการแสดงถึงความใส่ใจต่อผู้ฟังของเรา
    3. เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ถ้าเราไม่สามารถทำให้ตัวเราเองมั่นใจในสิ่งที่พูดแล้ว ก็เป็นการยากที่จะแตะต้องหรือสัมผัสใจผู้ฟังเราได้ อย่าลังเลที่จะเทความกระหายที่อยากบอกพร้อมกับคำพูดที่ชัดเจน และเข้าใจง่าย
    4. ฝึกฝน แม้แต่คนที่นับว่ามีความสามารถในการพูดอย่าง Steve Jobs ยังซ้อมพูด เราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน การซ้อมพูดทำได้ง่ายๆ เช่น พูดในหัวเรา หน้ากระจกเงา หรือแม้แต่ลองพูดให้คนรอบกายเราฟัง
  • ความกลัวคือเพื่อนของเรา

    ความกลัว คือ อารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากภาวะที่ถูกคุกคาม ซึ่งทำให้รู้สึกอยากจะดึงตัวออกจากภาวะดังกล่าว ความกลัวเป็นสัญชาติญาณที่เกิดจากสิ่งเร้า เช่น ความเจ็บปวด หรือ ความอันตราย (จาก วิกิพีเดีย)(https://en.wikipedia.org/wiki/Fear)

    คนที่กล้าหาญนั้นไม่ใช่ไม่กลัว แต่คนเหล่านั้นรู้จักและเข้าใจความกลัว และรู้ว่าจะจัดการมันได้อย่างไร วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจว่าทำไมความกลัวคือเพื่อนเรามาตั้งแต่เราเกิด

    จำเวลาที่เราหัดขึ่จักรยาน ฝึกขับรถ หรือเริ่มฝึกทำอะไรใหม่ คงเป็นเรื่องที่แปลกถ้าคนที่เริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ เหตุผลหลักของความกลัวดังกล่าวคือ ความไม่รู้ และการที่เราได้มีโอกาสฝึกฝนบ่อยครั้ง ความกลัวนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่ได้กลายรูปไปเป็นสติ ที่เตือนให้เราเป็นคนรอบคอบ ระแวดระวัง งานวิจัยจากหลายๆที่ได้บอกว่า ความกลัวคือสัญลักษณ์ของการวิวัฒนาการของมนุษย์ ส่วนหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์ของคนนั้นล้วนมาจากความกลัวทั้งสิ้น

    เคยสังเกตุตัวเองมั้ยว่าเวลาที่เราจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆนั้น บ่อยครั้ง ต้องถูกกระตุ้นด้วยแรง และอำนาจของความกลัว เนื่องจากความกลัวส่วนใหญ่มักอยู่ในรูปแบบที่เป็นไปในทางด้านลบ และ การที่เราก้าวผ่านจุดนั้นไปได้เราก็มักมีทักษะใหม่ๆติดตัวมาด้วย แต่ข่าวร้าวของความกลัวคือ ระยะเวลาในการก้าวข้ามผ่านความกลัวของแต่ละคนไม่เท่ากัน ดังนั้น เรื่องบางเรื่องอาจเป็นการง่ายของเราที่จะก้าวผ่านไป แต่กับหลายคนอาจเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลามากกว่าเรา

    จากประสบการณ์ วิธีการก้าวข้ามผ่านความกลัวไปได้เร็วที่สุดคือการกระโดดลงไปทำในเรื่องดังกล่าวทีละเล็กละน้อย และที่สำคัญต้องเตือนตัวเองว่าต้องเรียนรู้เรื่องดังกล่าวให้เร็วที่สุด และพยายามอย่าเรียนซ้ำ เพราะว่าการเรียนซ้ำนั้นบางครั้งจะทำให้เราฝังรากของความกลัวที่อาจต้องใช้เวลาที่นานขึ้นกว่าที่จะก้าวข้ามผ่านไปได้  และยิ่งดีไปกว่านั้นคือการหาเพื่อนร่วมทาง ในการทำเรื่องดังกล่าวไปพร้อมๆกัน เพื่อจะได้เห็นมุมมองของคนอื่นเพื่อเราจะได้เรียนรู้ได้เร็วขึ้น และอาจแปรความกลัวดังกล่าวให้กลายเป็นคามสนุกไป

    ดังนั้น ก่อนนอนคืนนี้ ลองนึกถึงสิ่งที่เรากลัวซักหนึ่งอย่าง และดูว่าสิ่งนั้นเราได้ลองลงมือทำแล้วหรือยัง และหากได้ลองทำแล้ว เราได้เรียนรู้อะไรจากการลงมือทำหรือไม่ ไม่แน่ คำถามง่ายๆแค่สองคำอาจทำให้เราก้าวข้ามผ่านความกลัวที่เรามีไปได้เร็วขึ้นก็เป็นได้

  • 4 สัญญาณที่บอกว่าเรามีลูกค้าที่จงรักภักดี

    ในโลกของการสรรสร้างผลิตภัณฑ์ หนี่งในปัจจัยที่จะทำให้คนสร้างนั้นมีความสุขคือ การได้เห็นลูกค้าชื่นชมกับสินค้าของเรา และอยากใช้สิ้นค้าเราไปเรื่อยๆ

    แต่มีซักกี่คนที่เข้าใจจริงว่า ลูกค้าที่เค้าเรียกว่าลูกค้าที่จงรักภักดีคืออะไร และเราจะสร้างลูกค้าเหล่านี้ได้อย่างไร สัญญาณเหล่านี้อาจทำให้เราได้ความคิดไปต่อยอดบ้าง

    1. ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้าเราตอบโจทย์ชีวิตของเค้าได้ ในโลกนี้มีสินค้ามากมายที่ไม่ตอบโจทย์ แต่ก็มีคนใช้ อาจเป็นเพราะว่า ไม่มีทางเลือก แต่การสร้างลูกค้าที่แท้จริงคือการตอบโจทย์ชีวิตของลูกค้าเรา ไม่ว่าจะทำให้ชีวิตเค้ามีเวลาเยอะขึ้น ได้เจอเพื่อนง่ายขึ้น มีรายได้เยอะขึ้น มีความสุขในการใช้ชีวิต และอื่นๆ
    2. ลูกค้าพร้อมจะบอกเราต่อหน้าว่าสินค้าเรามันห่วยอย่างไร ถ้าคนไม่รักกันจริงเค้าคงไม่บอกว่าเค้าไม่ชอบอะไร และ อาจจะพยายามหนีไปให้ไวที่สุดเพื่อที่จะหาสิ่งที่ดีกว่าเสมอ หากแต่การมีลูกค้าที่กล้าบอกว่าเราไม่ดีอย่างไร กลับการเป็สัญญาณที่บ่งชี้ถึงการสร้าง ความจงรักภักดีให้มีต่อลูกค้าเรา
    3. ลูกค้าพร้อมจะบอกต่ออย่างเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมชาติของคนเลย เวลาที่เจออะไรที่ดีมักอยากจะบอกคนใกล้ตัว สังคมรอบด้าน เพราะว่าการบอกต่อคือลูกค้าเหล่านี้ต้องเคยใช้สินค้าเรามาจนเข้าใจถึงแก่นว่าลูกค้าคนอื่นอยากจะได้อะไรด้วย วันนี้เราได้บอกกล่าวถึง แนวคิดในการสร้างสินค้าของเราหรือไม่
    4. ลูกค้ายังคงใช้สินค้าเรา แม้ว่าจะมีสินค้าอื่นที่ดีกว่า และราคาดีกว่า เราหลายคนคงเคยตกหลุมความเชื่อที่ว่าลูกค้าที่ใช้สินค้าเราซ้ำๆคือคนที่มีความจงรักภักดีต่อสินค้าเรา หากแต่แท้จริงแล้ว ลูกค้าที่รักเราจริง ส่วนใหญ่จะอยู่กับเรา ไม่ใช่พอเจออะไรที่ดีพอๆกันและราคาเท่าไหร่ ก็เผ่นไปใช้สิ้นค้าเหล่านั้นหมด
  • จากข้อมูลสู่สติปัญญา

    undspectrum

    การได้มาซึ่งสติปัญญานั้น ไม่ได้ใช้เวลาเพียงแค่ข้ามคืน หากแต่เป็นความตั้งใจของเราทุกคน (ย้ำว่าทุกคนทำได้) ที่พยายาม แปลข้อมูลดิบของเราให้กลายเป็นประเด็นสิ่งที่เราสามารถที่จะบอกต่อให้คนอื่นไปใช้งานได้ หรือ การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ความรู้นี้เองที่ต้องการ การใช้งานประเด็นที่เราได้มาแล้วกลั่นกรองมาเป็นข้อสรุปซึ่งจะถูกนำไปใช้ในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาครั้งต่อไป

    สติปัญญาเป็นของหายากและไม่สามารถสอนกันได้ อย่างมากที่สุดที่ทำได้ก็แค่เพียงการชี้แนวทาง เพราะการได้มาซึ่งสติปัญญานั้นเป็นเรื่องส่วนตัวที่เราต้องทำเอง ส่วนหนึ่งคือการใช้เวลา ถามตัวเองเสมอว่า ดี แย่ และทำอะไรได้ดีกว่าเดิม

    การทำงานแบบอไจล์มีการคิดถึงสิ่งที่เราทำไปแล้วว่าเราสามารถปรับปรุงอะไรร่วมกันได้ ซึ่ง แน่นอนถ้า เรื่องทีปรับปรุงไม่หยั่งรากลึก ผลที่ได้มักไม่ค่อยยั่งยืนหรือว่าเห็นผลสูงสุด หากแต่ทีมใดที่สามารถมีภาพเดียวกันได้ว่าอยากพัฒนาปรับปรุงอะไร จะเป็นการสร้าง สติปัญญาของทีม ซึ่งนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างไม่น่าเชื่อ

  • Young at heart

    One of the benefit of being a son of my mother is the building block of always feel young.

    The gems of lesson that I always have from my mother behavior is always looking for challenges at every point in life. And every challenges that my mom going in, it always comes with the gem of wisdom that she never hesitate to share.

    Something that I have learned more in the mental state of responsibility by Christopher Avery. It is admitting the failure and learn from it is the best way to get out of vicious cycle.

    I believe when we were young we all feel that mistake is always part of the learning. However, as we grow older, we often feel that we should hide our failure and show only our strength.

    I hope we all feel young like a child so we give ourselves a chance to always open for mistake and learn from it.

  • เราจะเผชิญหน้ากับ Mr. Know It All อย่างไร

    โดยส่วนตัวชื่นชมคนที่เป็นคนรอบรู้ ซึ่งก็มีคละเคล้ากันไป ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือว่า ผู้ใหญ่ และด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากนัก เลยรู้สึกตึ่นเต้นทุกครั้งที่ได้เจอคนเหล่านี้

    เช่นเดียวกัน บ่อยครั้งที่เราต้องไปร่วมวงสนทนา และเจอคนที่ดูเหมือนจะรู้ทุกอย่าง แต่ดูผิวเผินมาก พอถามลงลึก ก็พยายามตอบ หรือมั่วจนเรางง

    คนเหล่านี้ มักพยายามหยุดคนทุกคนที่ความคิดเห็นไม่เหมือนกับเค้า และรู้สึกว่าความคิดของตนเองถูกเสมอ คนเหล่านี้เดูเหมือนรู้ทุกอย่าง แต่ทุกอย่างที่เค้ารู้เป็นแค่ผิดเผินไปหมด วิธีการที่ดีที่สุดคือการทำความเข้าใจแรงบันดาลใจเบื้องหลัง

    นักวิชาการหลายคนบอกว่า คนเหล่านี้มักเข้าใจผิด ระหว่าง ความรู้ กับ ความเข้าใจ และแยกไม่ออกว่า อะไรที่ตัวเองพอมีความรู้ หรืออะไรที่มีทั้งความรู้ และสามารถวิเคราะห์เป็นความเข้าใจที่นำไปใช้ได้จริงด้วย คนเหล่านี้รู้สึกว่าการได้อ่านเนื้อหาบางอย่าง ผ่านตาไปมาก็จะทำให้เค้าสามารถไปคิดว่าเป็นความเข้าใจได้

    วิธีการที่จะทำงานกับคนเหล่านี้คือ การไม่ทำอะไร เพราะว่าเมื่อไหร่ที่เราพยายามจะไปแก้ไขคนเหล่านี้ เรามักตกเข้าไปอยู่ในวงสนทนาที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าไหร่นัก ทางที่ดีคือ รับฟังคนเหล่านี้ และ จากไปอย่างสงบ เวลาจะเป็นสิ่งที่ทำให้ความกระจ่างชัดมากขึ้น ซึ่งความชัดเจนนี้จะเกิดกับคนเหล่านี้เอง แต่ถ้าบังเอิญคนเหล่านี้เป็นเพื่อนที่เรารัก สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำคือ การคุยกับเค้าเป็นการส่วนตัว และบอกไปตรงๆถึงเรื่องที่ดูเหมือนเค้าจะรู้ไปหมด แต่เป็นเพียงแค่ผิวๆ แต่ระลึกไว้เสมอว่า เราต้องพูดความรู้สึก ของเราด้วยความรัก (ถ้าทำไม่ได้อย่าทำ)

     

  • วิธีการตัดสินใจเพื่อปรับกลยุทธ์ของสินค้า

    ปัจจัยอย่างหนึ่งของการสร้างสินค้าที่เอาชนะใจคนได้นั้น คือการตัดสินใจว่าสินค้าเราควรจะมี ลักษณะการทำงานอย่างไร ควรเพิ่มอะไรมั้ย วิธีการง่ายๆที่ส่วนตัวเคยสัมผัส สังเกตุ ที่น่าจะพอมีประโยชน์สำหรับคนที่กำลังคิดว่าเราน่าจะไปทางไหน

    โยนเหรียญหัวก้อย

    ข้อดีของการโยนหัวก้อยคือ เร็ว แต่โอกาสที่จะถูกนั้นมีเพียงแค่ 50% เท่านั้น

    ไปตามสัญชาติญาณ

    อันนี้ฝรั่งเค้าเรียกว่าตัดสินใจตาม Gut Feeling ข้อดีคือเร็ว และคุณอาจกลายเป็น สตีฟ จ๊อบ คนถัดไป ถ้าสัญชาติญาณของคุณถูกมากกว่า 80 % ข้อเสียคือ ไม่สามารถทำให้คนอื่นเข้าใจว่าทำไม และ ถ้าหากเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ทุกๆนิ้วมือ นิวเท้าของเพื่อนเราจะพุ่งเป้ามาที่เรา

    ประชาธิปไตย โหวตเอา

    อันนี้หลายคนชอบและมักใช้เสมอ ข้อดีของมันคือได้ใจทีมดี และได้เข้าใจความคิดเห็นและความเชี่ยวชาญของคนในทีม แต่ข้อเสียคือ หลายครั้งการเมืองในทีมก็ทำให้การตัดสินลากยาว จนบางครั้งไม่ได้ตัดสินใจ (ส่วนมากเห็นบ่อย) และข้อเสียที่หลายคนอาจนึกไม่ถึงคือ บางครั้งการคิดกันเป็นกลุ่มก็มองข้ามเหตุผลไปเหมือนกัน หรือไม่จริง พวกมากลากไป?

    การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)

    วิธีนี้เป็นวิธีที่นักการตลาดหลายคนชอบ ข้อดีคือมีโอกาสได้สัมผัสกับถึงความรู้สึกของผู้ใช้งานของเรา การที่เราใช้เวลาเพื่อสังเกตุพฤติกรรมจะทำให้เราเห็นปัญหา หรือแม้กระทั่งโอกาสที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน หลายคนใช้วิธีอัดวิดีโอเวลาคนมาใช้สินค้าของเรา และมันก็เป็นหลักฐานชั้นดีเยี่ยมเพื่อให้ทีมเข้าใจผู้ใช้งานจริงมากขึ้น ข้อเสีย ที่เห็นได้ชัดก็คือ กลุ่มของคนที่เราไปสัมผัสอาจไม่ได้เป็นกระบอกเสียงที่แท้จริงของผู้ใช้งานทั้งหมด และ

    แบบสำรวจ (Survey)

    อันนี้โดยส่วนตัวไม่ชอบ เพราะว่าเคยเจอแบบสำรวจแบบต้องทำกัน เป็นชั่วโมงมึนกันพอดี ข้อดีของวิธีนี้คือ มีโอกาสเข้าถึงความเข้าใจของคนหมู่มาก และใช้เวลาไม่นานนักเมื่อเทียบกับ การวิจัยเชิงคุณภาพ แต่ข้อเสียที่พอเห็นได้คือคนที่ทำแบบสำรวจมักไม่ได้คิดถึงเวลาที่ใช้งานสินค้าจริง และคนหลายคนที่เป็นพวกขึ้สงสัยอาจรู้สึกไม่เข้าใจว่าแบบสำรวจเราทำไปเพื่ออะไร

    A/B Testing  (พยายามแปลเป็นไทยว่า ลองของจริงหลายๆแบบ กับกลุ่มคนที่ใช้งานจริง แล้วเก็บเป็นสถิติ)

    หลักฐานทางสถิติจะทำให้เราเห็นถึงแต่ละอย่างที่เราทำเพิ่มว่าถูกใจลูกค้ามากแค่ไหน ส่วนใหญ่ที่เห็นบ่อยคือ ถ้า Confidence Level (คนชอบ หรือว่าคลิก กดบ่อย) มากกว่า 90% ถึงจะทำของนั้นออกสู่ตลาด การเก็บข้อมูลนี้แหล่ะที่จะเปิดตาของเราให้เห็นชัดขึ้น และส่วนใหญ่ผู้บริหารมักเห็นด้วยกับผลลัพธ์อย่างไม่มีเงื่อนไข (ก็แหง ตัวเลขเห็นๆกันอยู่) ข้อเสียของวิธีนี้คือต้องเขียนโคดนานขึ้นและต้องประสานงานกับฝ่ายการตลาดให้ดีมากๆ และพอเวลาเราเริ่มทำมักใช้เวลาหลายอาทิตย์กว่าที่จะได้ข้อมูลเพียงพอเพื่อใช้วิเคราะห์ ข้อเสียอีกอย่างคือ เราไม่สามารถทดลองได้หลายๆโมเดลได้

     

  • แน่ใจหรือว่า Root Cause Analysis ช่วยป้องกันปัญหาในอนาคตได้

    ด้วยความที่พื้นฐานจบทางด้านคอมพิวเตอร์ กระบวณการคิด เลยออกไปในเชิงตรรกะ แบ่งย่อยงานออก แล้วหาวิธีแก้แต่ละจุดและประกอบกับ และคาดหวังว่าจะแก้ปัญหาได้เสมอ ต้องยอมรับว่าตลอดระยะเวลาในการทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์เชื่ออย่างนั้นมาตลอดว่าถ้าเราซอยปัญหาได้และแก้แต่ละจุดสุดท้ายจะแก้ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นได้ แต่วันหนึ่งมีโอกาสได้คุยกับผู้ไหญ่ท่านหนึ่ง เลยทำให้รู้ว่า การแตกงานหรือการซอยปัญหาแล้วพยายามหารากของปัญหาเป็นแค่การช่วยให้เราป้องกันปัญหาในลักษณะเดิมๆไม่ให้เกิดขึ้นอีก แต่ไม่สามารถที่จะทำนายปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้

    ท่านบอกว่า ลองคิดดูสิว่านักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะทำความเข้าใจสมองแต่ละส่วนว่ามันทำงานอย่างไร แล้วมันจะสร้างอารมณ์พฤติกรรมของเราได้อย่างไร กว่าหลายทศวรรษที่ผ่านมา คนเรายังทำความเข้าใจความซับซ้อนของมนุษย์ได้เพียงแค่ หนึ่ง เปอร์เซ็นเท่านั้น หรือแม้แต่ร่างกายของเราเอง ทุกวันนี้วงการแพทย์ยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงของภาวะหัวใจล้มเหล่วได้

    แล้ว Root Cause  Analysis  ไม่มีประโยชน์เลยหรือ คำตอบคือ มีประโยชน์ หากแต่ประโยชน์ของมันคือสามารถมองย้อนไปในอดึตเท่านั้น หรือมันอาจจะช่วยแก้ปัญหาที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว แต่ไม่สามารถช่วยเราคาดการณ์ว่าจะมีปัญหาอะไรใหม่ๆในอนาคตได้

    คำถามที่อยากฝากให้คิดคือ เรากำลังติดกับดักของการเอาสาเหตุของปัญหาเดิม มาทำนายหรือตึกรอบว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอนาคตของงานเรา ทีมเรา คนของเราอยู่หรือเปล่า