Author: arunthep

  • Start-up with No money, No knowledge, No plan

    One of the an interesting speech by Alibaba Founder, Jack Ma, tells a story to Stanford grads that his philosophy that made him this far is

    1. No money, with only 50,000 RMB (250,000 THB) when he set out the start-up. Unlike many other family-rich-start-up, which they have lots of money to spend. Having no money gave him a chance to be creative on how to spend the money wisely.

    2. No knowledge about technology, Jack Ma never write a single line of code, and he takes it as an advantage because he now can test the system like the consumer.

    3. No plan, he was being agile in his way to tackle things because he hardly thought the company would come this far. The key to success is the adaptive leadership that he used along the road of start-up.

    Of course, his company now have all three things but the core values is still the same. The company has more money but it’s being spent carefully. Alibaba also have people who do technology driven but they all will be based on the clear vision from business. He still has no plan as a CEO but the planning at the operation level is still needed. Agility is what make Alibaba success.

     

     

  • สัญญาณต่อไปนี้เป็นเวลา…(Time Perspective)

    เวลาอยากรู้เวลามาตรฐานในประเทศไทย เรานึกถึงอะไร มีวิธีมากมายที่เราเอาไว้ใช้ตั้งเวลาให้กับ มือถือ นาฬิกา หรือ แม้กระทั่งเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ส่วนตัว มักหยิบโทรศัพท์ แล้วกด เบอร์ 181 แล้วเราจะได้ยินเสียง ปี๊บ พร้อม กับเสียงของหญิงวัยกลางคน พูดว่า

    สัญญาณต่อไปนี้เป็นเวลา ….นาฬิกา….นาที…วินาที….ปี๊ป…

    ทุกๆสิบวินาที หญิงผู้นี้จะพูดเวลาที่เปลี่ยนไป

    เวลาเป็นของมีค่า เราต่างคน มีวิธีการใช้เวลาที่แตกต่างกัน นักจิตวิทยา ศาสตราจารย์ฟิลิป(Philip Zimbardo) ได้แบ่งปันหนึ่งในเรื่องมุมมองของเวลาของบุคคล 3 แบบ ที่มีผลต่อ การทำงาน สุขภาพ และชีวิตความเป็นอยู่

    1. มุมมองที่ใช้ประสบการณ์ในอดีตเป็นหลัก ภาพในอตีดมีทั้งในแบบที่ลบ คือกลุ่มคนที่มองเห็นแต่ความล้มเหลว เสียใจ ส่วนภาพในอดีดที่เป็นบวก มักมมองถึงความสำเร็จ หรือว่า ความสุขในอดึด คนกลุ่มที่สองเป็นกลุ่มคนที่เก็บโลห์รางวัล เหรียญกีฬา หรือประกาศนียบัตร
    2. มุมมองทีอยู่กับปัจจุบัน การอยู่กับปัจจุบันแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มเช่นกัน คือ กลุ่มที่หลีกเลี่ยงความเจ็บปวด ความไม่สบายใจ หรืออีกกลุ่มคือ กลุ่มที่มองหาความรู้ใหม่ ประสบการณแปลกใหม่
    3. มุมมองที่มองไปถึงอนาคตเป็นหลัก คนส่วนใหญ่ที่มีเป็นอยู่ รวมถึงคนที่อ่านบทความนี้อยู่ คือกลุ่มคนที่มองไปถึงอนาคต และนั่นก็เป็นสาเหตุที่เราทำงานมากกว่าที่จะเล่น (อดทน อดกลั้น ต่อตัณหาที่เรามี) หลายคนมองเรื่องอนาคตในมุมมองของความเชื่อคือ ชีวิตเริ่มต้นหลักความตาย การมีชีวิตอยู่กับอนาคตให้ได้ดีนั้น เราต้องมีความเชื่อ หรือว่าความฝัน ถึงที่สิ่งที่เราวาดไว้ ความชัดเจนของภาพคือตัวกระตุ้นให้เราทำในสิ่งที่นำพาให้เราไปถึงจุดอนาคต (ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง)

    สิ่งหนึ่่งที่สนใจในงานวิจัยคือ กลุ่มคนที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร เช่น ประเทศไทย มักมองไปถึงอนาคตน้อยกว่ากลุ่มคนที่อยู่ห่างเส้นศูนย์สูตร เหตุเพราะว่าสภาวะอากาศที่ไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก ทำให้ไม่รู้สึกว่าจะต้องกระตือรือร้นเพื่อเตรียมตัวกับอากาศ หรือสภาวะที่เปลี่ยนไป

    โดยส่วน่ตัวเชื่อว่างานวิจัยคงไม่ได้ชี้นำว่า มุมมองไหนเป็นมุมมองที่ดีที่สุด หากแต่เป็นการเข้าใจมุมมองของเราว่าเรากำลังอยู่ในโหมดไหน เพื่อจะได้พยายามที่จะสร้างสมดุลของการใช้เวลา เพื่อการทำงาน สุขภาพ และ คุณภาพของชีวิต

  • Power of Time

    การทดลองหนึ่งที่น่าสนใจกับเด็กที่ให้ขนม และบอกว่า ถ้า เด็กสามารถรอได้โดยไม่กิน จะได้เพิ่มเป็นสองชิ้น

    เด็กบางคนก็ทนไม่ไหว ส่วนเด็กบางคนทนได้ ยี่สิบปีต่อมา เด็กสองกลุ่ม เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แตกต่างกัน

    กลุ่มที่อดทนได้ จะมีผลการเรียน หรือ อาชีพที่ดีกว่ากลุ่มที่อดทนไม่ได้ รวมทั้งการควบคุมอีคิว ได้ดีกว่ากลุ่มที่อดทนไม่ได้

     

     

     

  • 3 ข้อคิดในการหาคนร่วมทีม

    การสร้างทีมจากศูนย์นั้นถือเป็นเรื่องท้าทาย แต่ว่าแฝงไปด้วยหลุมพลางที่เราอาจมองไม่เห็น แนวทางในการคัดเลือกคนจึงเป็นสิ่งจำเป็น

    1. ทีมต้องช่วยกันคิดคุณลักษณะแบบละเอียดให้กับคนสัมภาษณ์ บ่อยครั้งที่เรามักหาคนแบบกว้างๆแต่ไม่ลงลึกว่า ลักษณะของงานเป็นอย่างไร การทำเช่นนั้นเปรียบเสมือนการบอกว่าจะไปเที่ยวแต่ไม่รู้ว่าจะไปไหน หรือบอกกว้างเกินไป สุดท้ายเราอาจจะได้คนที่มีลักษณะที่ทำงานกว้างมาก แต่ทำงานของทีมเราไม่ได้เลย
    2. คนที่จะร่วมทีมนั้นต้องมีบุคลิกความสามารถที่แตกต่าง เราคงไม่ต้องการหาคนเหมือนกันเป็นแพะเข้ามาทำงานด้วยกัน เพราะถึงแม้ได้ปริมาณงานเยอะขึ้น แต่ความหลากหลายมักไม่ค่อยมี เชื่อเถอะหาคนที่เติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปของทีมให้ได้
    3. คนใหม่นั้นต้องมีโอกาสคุยกับคนในทีมงานของเราให้มากที่สุด หรือแม้แต่ได้เข้ามาทำงานร่วมกันอย่างน้อยหนึ่งวัน อันนี้หายากในบ้านเรา เพราะว่า คนไทยมักใช้โปรไฟล์ และพยายามใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หาตัวตนที่แท้จริงของคนที่มาทำงานด้วย จำไว้ว่าการที่คนพูดเก่งนั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์กับความสามารถที่จะทำงานในทีมซักเท่าไหร่

    วันนี้เราหาคนเข้ามาร่วมงานกับเรายังไง

  • 3 ข้อที่จะทำให้คุณเป็นนักพัฒนาที่ใครก็อยากได้ไปทำงานด้วย

    gotw

    หลายวันก่อนมีคนถามผมว่าอะไรที่เค้าควรจะใช้เป็นแนวทางในการหานักพัฒนาที่ยอดเยี่มมเข้าสู่ทีมงาน

    เลยมีโอกาสได้นั่งคิดตอนอยู่บนเครื่องบินหลังจากกลับจากงาน อไจล์สิงคโปร์ ความยากคือเค้าไม่ต้องการนักพัฒนาธรรมดาแต่ต้องการนักพัฒนาที่ยอดเยี่ยม

    นอกเหนือจากคุณลักษณะพื้นฐานที่นักพัฒนาทุกคนควรมี โดยน้อง Weerasak

    ในฐานะที่ต้องสัมภาษณ์พี่ๆน้องๆ และเพื่อนๆที่ทำงานด้วยกัน เลยอยากแบ่งปันซักสามข้อที่จะทำให้เป็นนักพัฒนาที่ใครก็อยากให้ไปทำงานด้วย

    1. ทำงานเป็นทีมได้ ฟังดูเหมือนง่าย แต่การทำงานเป็นทีม คือการยอมรับข้อแตกต่างของทีมให้ได้ และยอมที่สละจุดยืนของตัวเองบ้างเพื่อให้เพื่อนๆได้มีโอกาสนำเสนอผลงานที่ทกคนสามารถยอมรับได้ ในโลกทุกวันนี้หมดยุคของโคดที่ดีที่สุดเพราะเหตุว่า ความเร็วของฮาร์ดแวร์ที่ทำให้โคดที่เร็วและเจ๋งที่สุด ไม่ได้เร็วไปกว่าโคดที่ทุกคนในทีมยอมรับได้ และทำงานต่อเนื่องกันอย่างคล่องแคล่ว

    2. มีความสามารถในการเขียนโคดได้หลากหลาย จากประสบการณ์ตรงนักพัฒนาที่ดีมีอาวุธที่ใครๆอาจมองไปเรื่องของความเก่งกาจ แต่หากแท้จริงในการแก้ปัญหาของนักพัฒนานั้น ต้องสามารถเขียนโคดได้หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน ความหลากหลายในที่นี้คือ ควรจะเขียนรูปแบบของภาษาได้อย่างน้อยสามรูปแบบ ได้แก่

     

    • ภาษาที่ต้อง Compile ให้ความเร็วสูง และสามารถสเกลได้ง่าย เช่น C/C++, C#, Java  ภาษาเหล่านี้จะทำคุณขยายขอบเขตความสามารถของ Application แบบก้าวกระโดดได้
    • ภาษาไดนามิค/ฟังชัน หรือ Scripting เช่น  PHP, Pearl, Python, Ruby ภาษาเหล่านี้เป็นภาษาที่เขียนได้เร็ว ใช้งานได้ง่าย และทำการทดลองไอเดียได้แบบกระดิกนิ้ว และภาษาเหล่านี้แหล่ะทีจะตอบสนอนตัณหาของ business เวลาที่เค้าอยากเป็นอะไรแบบไวๆ
    • ภาษา SQL หรือ ภาษาที่ใช้ในการทำงานบนฐานข้อมูล หลายคนอาจมองว่าแค่ Query ธรรมดาใครๆก็น่าจะทำได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วการใช้ภาษาบนฐานข้อมูลต้องมีความสามารถในเรื่องการ Tuning Query ให้ทำงานได้เร็วและ ดูแลได้ง่ายอีกด้วย
    • ภาษา ที่ใช้ในการคิด Artificial Intelligence หรือภาษาที่เราใช้ในการเขียนอัลกอริทึ่มในการหาทางเดินของตัวละครในเกม หรือ การควานหาลักษณะเหมือนของสินค้าเพื่อแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้อง ภาษานี้ส่วนใหญ่เรียนแล้วโยนทิ้งเพราะว่าพอทำงานจริงไม่ค่อยได้ใช้ แต่หากเราจะเป็นนักพัฒนาที่ยอดเยี่ยม ภาษาเหล่านี้จะประหยัดเวลาเรามากเวลาที่ใช้ในการพิสูจน์ ภาษาเหล่านี้เช่น Lips, Prolog
    • ภาษาเวป เช่น  HTML, JavaScript, ASP  เป็นต้น (อันนี้คงไม่ต้องยกตัวอย่างเพราะว่าชัดมาก)

    3. นักพัฒนาที่ดีต้องโยนตัวเองให้ไปมองภาพรวมได้ว่าเราทำไปแล้วลูกค้าได้ประโยชน์อะไร หรือ เป็นคนที่ตะเกียกตะกายหาเหตุผลว่าทำไมทีมเราต้องทำมันด้วย

     

  • สร้างผู้นำหญิง

    โดยส่วนตัว มักมีความสุขที่ได้มีโอกาสได้สร้างสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมเพื่อสร้างภาวะผู้นำให้กับ หลากหลายกลุ่มงาน บริษัท ห้างร้าน เพื่่อให้คนที่อยู่นั้นมีความภาคภูมิใจต่องานที่ทำ และโดยส่วนมากผลงานก็จะออกมาได้ผลดียอดเยี่ยมเสมอ

    แต่สิ่งที่่ทำให้มีความสุขมากกว่าคือการสร้างภาวะผู้นำ ให้ผู้หญิงได้มีโอกาสทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดว่ามีแต่ผู้ชายทำได้ (ผมเชื่อว่าในเอเชีย กระแสนี้ยังแรงมาก) จากประสบการณ์ส่วนตัว วิธีการสร้างภาวะผู้นำให้ผู้หญิง ไม่ได้แตกต่างจากผู้ชายแต่อย่างใด และบ่อยครั้งกลับง่ายกว่าด้วยซ้ำไป มาดูกันว่าทำไมผมจึงคิดอย่างนั้น

    1. ผู้หญิงเป็นคนเข้มแข็งได้อย่างไม่น่าเชื่อ งานวิจัยมากมายที่เรามักได้ยินต่างๆนานา ไม่ว่าจะเกิดสถานะการณ์เลวร้าย ถูกทำร้าย หรืออะไรก็ตาม เรามักพบว่าเพศที่ดูเหมือนบอบบางและน่าถนุถนอม มักจะเป็นคนที่สามารถเอาชีวิตรอดได้เสมอ
    2. ต่อมความเชื่อของผู้หญิงนั้นละเอียดอ่อน ความเชื่อเป็นสิ่งสำคัญเมื่อถึงภาวะคับขัน และการยึดมั่นต่อเป้าหมาย รวมถึงการส่งต่อความเชื่อที่มีต่องานของผู้หญิงนั้นสัมผัสจิตใจผู้คนได้มาก การได้มีโอกาสได้ฟังผู้นำหญิงหลายคนในโลกกล่าวสุนทรพจน์ แล้วได้แรงบันดาลใจมากกว่า
    3. การแสดงออกถึงความรักของผู้หญิงนั้นเป็นเรื่องง่าย หนึ่งในคุณลักษณะผู้นำที่ดีคือสามารถเข้าถึงความรู้สึกของคนในทีม และ สร้างความเชื่อโยงระหว่างตนเองกับคนอื่นได้ดี คงไม่ผิดที่จะบอกว่า ผู้หญิงแสดงออกด้วยความรัก เป็นเรื่องง่ายมาก และความรักที่บริสุทธิ์นี่แหล่ะที่ทำให้ทีมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    4. ความละเอียด รอบคอบ อย่างไม่น่าเชื่อ  การที่ผู้หญิงต้องดูแลตัวเองมากกว่าผู้ชายนั้นเป็นสิ่งผลักดันให้ผู้หญิงทีทักษะในการตรวจสอบความถูกต้องของงาน สิ่งแวดล้อม หรือคู่แข่งได้อย่างสวยงาม ทั้งนี้รวมถึงการสร้างทีมด้วย
    5. ความซื้อสัตย์ และระเบียบวินัย ย้อนกลับไปดูประวิติศาสตร์ได้เลย ในเรื่องของการทุจริตที่มีในโลก ส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้หญิงที่เป็นผู้นำ ไม่แน่ใจว่าทำไม แต่ ความซื่อสัตย์ดูเหมือนเป็นจุดที่ผู้ชายนั้นต้องเลียนแบบ

    คงไม่ได้กำลังบอกว่าเลิกให้โอกาสผู้ชายเป็นผู้นำ แต่อยากให้สังคมเริ่มมาให้ความสำคัญ และกำลังใจ กับผู้หญิงให้ได้มีโอกาสได้เป็นผู้นำเพื่อทำงานที่มีคุณภาพ และทำให้ทีมมีความสุขด้วย (โดยเฉพาะผู้หญิงสวยๆ) เช่นเดียวกันอยากให้ผู้หญิงกล้าที่ก้าวออกมาเวลาที่มีความท้าทายเกิดขึ้นรอบด้าน และพิสูจน์ให้ตัวเอง และคนทั้งโลกว่า ไม่มีคุณลักษณะความเป็นผู้นำข้อใดๆที่ผู้หญิงทำไม่ได้

    Women-leaders

     

  • วิธีสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใครๆก็อยากใช้ และบอกต่อ

    นอกเหนือจากผู้อำนวยการโครงการนาซ่า ที่จะมาแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีการที่ส่งยานสำรวจดาวอังคาร ที่ส่วนตัวอยากรู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง เคล็ดลับความสำเร็จ

    หนี่งในหัวข้อที่มีโอกาสได้รับเกียรติให้ไปแบ่งปันในงาน Thailand Practical Software Engineering ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 2ๅ-22 พฤศจิกายน 2556 (ลงทะเบียนฟรี)

    เราจะมาพูดคุย แบ่งปัน ว่าทำไมหลายครั้งเราเห็นผู้นำที่สุดยอด เป็นที่ยอมรับของน้องๆ และหลายคนที่เรารู้จักก็ผลิตงานแบบอไจล์ กล่าวคือ ผลิตงานออกมาได้ทุก 2-4 สัปดาห์ ออกสู่ตลาด ยังไม่พอทีมเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีล่าสุดที่ดีที่สุดที่มีในตลาด หากแต่ว่า หลายครั้งเรากลับเห็นว่า ลูกค้าไม่เล่นด้วย กับทีมที่สร้างผลิตภัณฑ์เหล่านี้ คงเป็นเรื่องยากที่จะตอบว่าทำไม เพราะหลายครั้งเรามักคิดว่า ทีมที่ทำงานได้ดีจะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าอยากใช้ และอุดหนุน หรือแม้แต่บอกต่อ  หากแต่จากประสบการณ์จริง ทีมที่ดีนั้นสำคัญ แต่ก็มีวิธีการที่เราสามารถเอาไปใช้ได้จริงที่ได้ลองปฎิบัติมาแล้ว ล้ม ลุก คลุก คลาน แล้วกลับมาโดดเด่นในตลาดอีกครั้ง

    เราจะมาคุยกันว่า การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมนั้นประกอบด้วยองค์ประกอบอะไรบ้าง และเราจะประยุกต์วิธีการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เรามีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร เรื่องจริงที่จะได้เห็นหลักการคิด จากผลงานจริงที่มีอยู่ในท้องตลาด ที่ได้ผ่านการพิสูจน์ตัวเองว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี ที่ใครๆก็พากันตบเท้าเข้าไปใช้บริการแบบเนืองแน่น ทุกๆวินาที

    รับรองหัวข้อนี้สนุกแน่!

  • Have you found your sense of comfort?

    Kent Beck, a founder of an extreme programming, as well as one of the founder of Agile Manifesto. He’s currently working at Facebook as a coach for programmer.

    One of the session I attended during Agile Singapore 2013 is “East at Work” , where he honestly shared that this talk was actually inspired by his wife, “Can you talk something relating to life?”, his wife said. I won’t go into full length of 1.5 hours of his talk because I know that InfoQ, media sponsor, will post his video soon.

    Lots of his point was relating to coding (of course, he’s programmer). However, reading between the line, he’s trying to communicate many points relating that we as a human should find our comfort of whatever we are doing.

    Kent Believe that no one shouldn’t spend too much time to judge if he/ she is the best or the worst. Comparing the effort to move pendulam center no matter where you stand. The amplitude is too high and we shouldn’t waste it.

    It’s unarguable that we all at one time in life thought we are the best and probably no one will ever invent what we can do or think. In contrast, we also used to be in the situation where we think we are the worst creature that ever live in the world because we do something very stupid that nobody can be that stupid.

    This two sides of pendulam is where we used to stand and we should try to reduce the amplitude of the two side as low as possible. Otherwise, the energy will be wasted as a result of putting us back to the comfortable spot.

    For Kent’s spot, they are:

    • My work matters
    • My code works
    • I’m proud of my work
    • I make public commitment
    • I am accountable
    • Interpret feedback
    • I am a beginner
    • I meditate
    • I serve

    It was a well delivered session by Kent Beck. They are still left for my interpretation and I will share when I have thought about it deeply. At the end of the day, each and everyone pendulum will have a different spot.

    No matter what industry you are in, I hope you will start finding your sense of comfort. It’s not only to help you live your life to the fullest but also the world will reap the benefit of getting the outcomes with the least waste.

    2013-11-07 16.51.41

  • Cultural differences between Asian and Westerner about help วัฒนธรรมที่ต่างระหว่างเอเชียกับตะวันตกในเรื่องความช่วยเหลือ

    One of the Agile Singapore Keynote that was well delivered by Jim McCarthy is around hacking the culture, where he talked about how to bring team to the next level of change, “Culture”. He introduces the nice open source protocol at liveingreatness.

    I have learned a lot from his session but as I am one of the people who has been trying to change the culture of my environment for many years. I found one an interesting but controversial topic about culture about help is a little different and needs to be tuned based on the local culture.

    Jim was mentioning about “we shouldn’t offer help to other people because it will lower the effectiveness”. In my opinion, it’s probably true for westerner but when it comes to Asian culture, offering help often show the good result. This is because in Asian culture, we are very reluctant to ask for help because we don’t know how others would think about us. In order to work effectively in Asia, people will need to read between the line and offering help is the best way to find out the message under hidden agenda.

    ในหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจในงาน อไจล์สิงคโปร์ ที่ถ่ายทอดโดย จิม แม็คคาที่ คือการ เจาะเพื่อเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม ซึ่งกล่าวสั้นๆคือการเปลี่ยนแปลงในระดับลึกที่สุด หรือ การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม จิมได้ให้รายละเอียดไว้อย่างน่าสนใจใน  liveingreatness.

    ถึงแม้ว่าจะเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ได้เรียนรู้อะไรอย่างมาก แต่ ในฐานะคนหนึ่งที่มีโอกาสได้ทำการปฏิรูปองค์กรในระดับวัฒนธรรมอยู่หลายปี มีข้อหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นที่โต้แย้งในชั้นเรียน และอยากแบ่งปัน คือ จิมสอนว่า เราไม่ควรที่ยื่นข้อเสนอที่จะช่วยเหลือ เพราะนั่นจะทำให้ผลลัพธ์ออกมาได้ไม่ดีที่สุด

    ในความคิดเห็นส่วนตัว เราคนที่เป็นเอเชีย กลับพบว่าด้วยโครงสร้างวัฒนธรรมของเราเป็นคนที่เกรงใจ และไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะคิดยังไงถ้าเราไปขอความช่วยเหลือเค้า (ในภาษาอังกฤษ ไม่มีคำว่าเกรงใจ จริงๆ) ฉะนั้นถ้าอยากทำงานให้เกิดผลดีในย่านเอเชีย คนที่ทำงานต้องมีศิลปะในการอ่านใจคนว่า เพราะอะไรคนพูดถึงคิดแบบนั้น และ หลายครั้งการกระทำดังกล่าวก็ทำให้หลายต่อหลายงานในชีวิตของผมเองเกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วย

  • การสร้างสถาปัตยกรรมบนพื้นฐานของความไม่แน่นอน

    สิ่งที่เรียนรู้จากงาน อไจล์สิงคโปร์ จาก Architecture of Uncertainty, Kevlin Henney พอจับใจความได้คร่าวๆคือ

    1. เริ่มออกแบบจากสิ่งที่ยากที่สุด หลายต่อหลายครั้งเรามักไปทำส่วนที่ง่ายที่สุด แล้วค่อยย้อนไปมองส่วนที่ยากที่สุด แต่ในมมของ Kevlin คือ ต้องสร้างสถาปัตย์เหมือนกับการสร้างบ้าน คือคิดในส่วนที่เป็นรากฐานของบ้านให้ดี แล้วค่อยไปโครงสร้างชั้นถัดไป
    2. ทุกคนที่มีส่วน ไม่ว่าจะเป็นคนสร้างโคด หรือ แม้แต่คนที่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างไม่ว่าทางใด ทางหนึ่่งเป็นนักสถาปัตยกรรมหมด ตำแหน่งหรือว่าคนเป็นแค่ตัวแทนของคนที่รวบรวมเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน
    3. การสร้างสถาปัตยกรรมเหมือนกับปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า Big bang ตอนเริ่มต้น เริ่มจากเล็กๆมากแต่พอขยายมันกลายโลกอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ เช่นเดียวกับการเขียนโคด วันแรกเราอาจไม่ได้คิดอะไร แต่เราอาจกำลังสร้างกับดักให้กับตัวเองในอีกสิบปีถัดไป
    4. การทำสถาปัตยกรรมแบบที่เรารู้จักกันดี คือ วิเคราะห์ ออกแบบ เขียนโคด และ ทดสอบ ใช้ไม่ได้กับซอฟ์ตแวร์ (แต่อาจใช้ได้กับกลุ่มงานกลุ่มอื่นได้) และมีหลายคนมักโต้แย้งว่า ถ้าหากว่าเรา สามารถที่จะทำให้ทุกอย่างนิ่งได้ เราน่าจะใช้วิธีการดังกล่าวได้ แต่คนสอนบอกว่า ถึงแม้ว่าเราจะทำให้ทุกอย่างนิ่งได้ แต่ยังมีอีกหนึ่งปัจจัย คือตัวเราเอง นั้นไม่นิ่ง สิ่งที่เราเคยคิด ณ จุดหนึ่ง มักเปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลา
    5. ความเชียวชาญของนักสถาปัตยกรรมไม่ใช้ในระดับองค์ความรู้แต่หากเป็น ระดับในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน เช่น หนังเรื่องเดิม หากเราดูซ้ำๆหลายๆรอบ แต่ละรอบเราจะได้ความรู้ หรือข้อมูลที่แตกต่างกัน ฉะนั้นคนที่เป็น ในระดับผู้เชียวชาญ จะตั้งคำถามที่แตกต่างจาก ระดับเริ่มต้นเสมอ
    6. การออกแบบสถาปัตยกรรมที่ดีไม่ใช่การทำให้สมบูรณ์แบบ แต่หากเป็นการออกแบบให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมของเราให้ง่ายที่สุดด้วย
    7. สถาปัตยกรรมที่ดีต้องสร้างโคด แล้วทดสอบได้ทันที ไม่ใช่รอ หรือว่าทำใน power point/ key note
    8. ไม่มีสถาปัตยกรรมที่ สามารถรองรับได้ทุกสิ่ง General Purpose Architecture never exist!

    อยากรู้เพิ่มเติมดูเพิ่มได้ที่ 97 things every architect should know

    architect