Category: Agile

  • Have you found your sense of comfort?

    Kent Beck, a founder of an extreme programming, as well as one of the founder of Agile Manifesto. He’s currently working at Facebook as a coach for programmer.

    One of the session I attended during Agile Singapore 2013 is “East at Work” , where he honestly shared that this talk was actually inspired by his wife, “Can you talk something relating to life?”, his wife said. I won’t go into full length of 1.5 hours of his talk because I know that InfoQ, media sponsor, will post his video soon.

    Lots of his point was relating to coding (of course, he’s programmer). However, reading between the line, he’s trying to communicate many points relating that we as a human should find our comfort of whatever we are doing.

    Kent Believe that no one shouldn’t spend too much time to judge if he/ she is the best or the worst. Comparing the effort to move pendulam center no matter where you stand. The amplitude is too high and we shouldn’t waste it.

    It’s unarguable that we all at one time in life thought we are the best and probably no one will ever invent what we can do or think. In contrast, we also used to be in the situation where we think we are the worst creature that ever live in the world because we do something very stupid that nobody can be that stupid.

    This two sides of pendulam is where we used to stand and we should try to reduce the amplitude of the two side as low as possible. Otherwise, the energy will be wasted as a result of putting us back to the comfortable spot.

    For Kent’s spot, they are:

    • My work matters
    • My code works
    • I’m proud of my work
    • I make public commitment
    • I am accountable
    • Interpret feedback
    • I am a beginner
    • I meditate
    • I serve

    It was a well delivered session by Kent Beck. They are still left for my interpretation and I will share when I have thought about it deeply. At the end of the day, each and everyone pendulum will have a different spot.

    No matter what industry you are in, I hope you will start finding your sense of comfort. It’s not only to help you live your life to the fullest but also the world will reap the benefit of getting the outcomes with the least waste.

    2013-11-07 16.51.41

  • การปฏิรูปไม่ใช่ศูนย์ กับ หนึ่ง

    ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว และ คงไม่มีใครที่จะบอกได้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อที่เปลี่ยนแปลง แต่หากการปฎิรูปต่างๆ สิ่งที่เรามักเห็นคือ ต้องการให้ปรับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยส่วนตัว โดยธรรมชาติ และกลไกของคน มีสภาวะทีป้องกันตัวเองจากการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว แน่นอนที่หลายคนอาจมีความสามารถในการข่มใจให้ไปไม่ทำในสิ่งที่ยังไม่ได้ชอบนัก แต่คนส่วนใหญ่ยังรักที่จะเป็นอย่างที่ทำอยู่ เพราะฉะนั้น หากเราต้องการปฏิรูปอะไรซักอย่าง เราคงใช้หลักการที่ว่าถ้าไม่ทำถือว่าไม่ได้คงไม่ใช่

    แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปในทิศทางที่สำคัญต่างหากที่จำเป็น และความสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ต้องทำ ทำทีละเล็กทีละน้อย มาถึงวันหนึ่ง โดยที่เราไม่รู้ตัว อาจจะพบว่าเรากลายเป็นอีกคนที่มีความสามารถทำอะไรที่เราไม่เคยทำก็เป็นได้

    เปรียบเสมือนการวิ่งมาราธอน หลายคนคงเคยได้ยินว่าใครที่ไม่ซ้อมถ้าวิ่งอาจตายได้ เช่นกันครับการปฏิรูปไม่ว่าอะไรก็ตาม อาจไม่ทำให้เราตาย แต่อาจจะทำให้เราตายทั้งเป็นเพราะว่าเราอาจจะปฎิรูปอีกไม่ได้เลย เพราะว่าสมองเราถูกฝังว่าเกลียดการปฎิรูปไปเลยก็เป็นได้

    butterfly_transformation

  • บางสมการชีวิตนั้นจำเป็นต้องเจ็บปวด

    คงไม่ผิดถ้าจะบอกว่าหลายๆคนเติบโตมาในระบบสังคม การศึกษาที่วางกรอบว่า เราควรเรียนรู้บทเรียนก่อนที่จะเจอบททดสอบ แต่หากสมการชีวิตมักเจอบททดสอบก่อนถึงจะได้รับบทเรียน เค้าเรียกไม่เจ็บไม่จำ (ภาษาอังกฤษเค้าว่า no pain, no gain)

    คงไม่บอกว่าการเรียนรู้เป็นสิ่งจำเป็นแต่การที่จะเอาสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์นั้นบางครั้งก็ยาก ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสเข้าไปแบ่งปันวิธีการสร้างผลงาน สร้างทีม ด้วยการทำงานแบบอไจล์ให้กับกลุ่มคนหลากหลายชาติ ทั้งนักคิด ผู้บริหารระดับสูง กลาง และคนลงมือทำงาน สิ่งหนึ่งที่ต้องคอยเตือนก็คือ บางครั้งเราต้องยอมให้พี่น้องบางคนได้ลองล้มดูบ้าง ผลลัพธ์ที่ต้องยอมรับคือจะมีกลุ่มคนประมาณสามกลุ่ม คือ

    1. ล้มแล้วเรียนรู้และไม่กลับมาทำมันอีก กลุ่มนี้เป็นคนฉลาดที่ไม่ยอมเจ็บซ้ำสอง เปลี่ยนแปลงเร็วและวิ่งเข้าลู่เร็ว
    2. ล้มแล้วเรียนรู้แต่ไม่อาจปรับพฤติกรรมให้ทำสิ่งที่ถูกต้องได้ คนกลุ่มนี้อาจใช้เวลานานกว่าจะเปลี่ยน แต่อย่างน้อยเค้าพยายาม โดยส่วนตัวเชื่อว่าในที่สุดคนกลุ่มนี้จะเปลี่ยนได้
    3. ล้มแต่ไม่เรียนรู้และทำผิดพลาดเรื่องเดิมซ้ำๆ และหลายครั้งไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น และพยายามหาเหตุผลเพื่อจะมารองรับความล้มเหลวของตนเอง คนกลุ่มนี้น่าสงสาร เพราะว่าการเดินหันหลังให้กับโอกาสบางอย่างของชีวิตมักสร้างความขมขื่นในระยะยาว

    โดยส่วนตัวผมเคยตกอยู่ในกลุ่มคนทั้งสามกลุ่ม บางเรื่องเราอาจเรียนรู้เร็วและก้าวไปอย่างรวดเร็ว แต่บางเรื่องอาจไม่ยอมรับเพราะว่าเหตุผลส่วนตัวและข้อจำกัด บางเรื่องเราไม่ยอมรับเพราะว่าอาจจะยังไม่ได้พบกับคนที่ทำให้เราเข้าใจบทเรียน

    หลายครั้งเราก็มักท้าทายกับชีวิตว่า อยากเล่นจริง เจ็บจริง หลายๆครั้งถึงจะยอมเรียนรู้

    แล้วคุณล่ะเป็นแบบไหน?

     

     

  • อไจล์ฮาโลวีน

    เมื่อวานเป็นวันฮาโลวีน เลยได้มีโอกาสไปดูประวัติของวันฮาโลวีนจาก  VRZO เลยทำให้รู้ว่าวันฮาโลวีนนั้นแท้จริงเป็นของชนเผ่าหนึ่งที่เชื่อว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่วิญญาณจะสามารถเชื่อมโยงกับโลกได้ และวิญญาณเหล่านี้ก็จะมายังโลกเพื่อสิ่งมนุษย์ เพื่อจะได้รู้สึกมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง การแต่งตัวเป็นผีนั้น ก็เพื่อเป็นการหลอกให้วิญญาณไม่เข้าสิง

    เลยพยายามนึกภาพให้ตรงกับการทำอไจล์ในองค์กร หนึ่งในสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการทำอไจล์คือ กลุ่มคนที่ทำตัวเหมือนเข้าใจแต่แท้จริงแล้วไม่อยากจะทำจริงแต่ว่าไม่กล้าบอกความรู้สึกที่แท้จริง กลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่เราต้องสอดส่องดูแลเค้าให้มากๆ เพราะว่านอกจากคนเหล่านี้จะเป็นนักทำอไจล์ แบบขอไปที เผลอๆยังมีแนวโน้ม พาคนไปทำอไจล์ในแนวของตัวเองโดยไม่รู้ตัว

    สิ่งที่ผมจะบอกคนเหล่านี้เสมอก็คือ ถ้ารู้สึกว่าทำอไจล์ให้ตรงกับหลักการณ์ไม่ได้ก็บอกมา และยอมรับ และเรียนรู้การทำอไจล์ จากคนที่รู้จริง ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความรวมถึงคนที่ กำลังศึกษาและลองผิดลองถูกอยู่นะครับ เพราะว่าหนึ่งในกระบวณการของอไจล์คืการได้ลองทำและหาผลตอบสนองจากผู้คนรอบตัว หรือ ลูกค้าของเรานั่นเอง

  • คำถามที่สำคัญ ทำไม Why…

    เราหลายๆคนอาจเคยอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออกว่า เพราะอะไรงานที่เราทำออกมาถึงขายไม่ได้ หรือไม่มีคนสนใจ ทั้งๆที่เราทำสิ่งที่ดี ด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง ดีไซน์ชั้นยอด

    จากการพูดคุยและประสบการณ์ตรงทำให้ได้เจอสาเหตุซึ่งเป็นเหมือนเส้นผมบังตา

    ทำไม คำถามง่ายๆที่เราลืม เพราะเรามัวแต่ไปคิดว่าเราจะทำอะไร โดยลืมไปทำไมเราถึงทำสิ่งนั้น และทำไปเพื่ออะไร สินค้าต่างๆที่ทำออกมาต้องตอบโจทย์ของลูกค้า และบ่อยครั้งเหลือเกินในการผลิตซอฟต์แวร์ ที่ไม่มีคนสนใจหรือ ว่าไม่อยากใช้ก็เกิดจาก การทีทีมไม่ได้คิดว่าทำไมเราถึงทำสิ่งที่เราทำ ฟังดูงงๆ เพราะว่าการตั้งคำถามผิด ต่อให้เจอคำตอบที่ถูกก็ผิดอยู่ดี

    งงมั้ยครับ ถ้างงให้ถามตัวเองว่า ทำไม

  • คนที่เปลี่ยนยากนั้นมีประโยชน์

    การเริ่มก่อนไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จ หลายต่อหลายครั้งที่เรามักเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงในองค์กรจะมีคนหลากหลายกลุ่มที่มีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อทิศทางองค์กรที่ต่างกัน

    คนกลุ่มแรกที่เรามักเห็นได้บ่อยและชัดคือกลุ่มที่ตื่นเต้นและคอยที่จะทำตามทุกอย่างโดยง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งหลายต่อหลายครั้งคนกลุ่มนี้ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะว่าตื่นเต้นเพราะว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นของใหม่ และพอเห็นหมดก็เบื่อและอยากได้สิ่งใหม่เรื่อย ในทุกๆการเปลี่ยนแปลงจะมีคนกลุ่มนี้เสมอ แต่น่าเสียดายคือไม่ชอบที่จะดึงคนอื่นมาด้วยเพราะว่าไม่ได้เข้าใจข้อดี ข้อเสียอย่างแท้จริง

    คนกลุ่มที่สองคือคนที่เหมือนคนกลุ่มแรกแต่เป็นคนที่ตั้งตัวเป็นสาวกและพร้อมที่จะป่าวประกาศและคอนดึงเพื่อนร่วมงานมาด้วยคนกลุ่มนี้คือพวกที่อาจไม่ได้ตื่นเต้นมากแต่ใช้เวลาศึกษาลองผิดลองถูกจนเข้าใจระดับนึงและอยากหาคนทำด้วย

    คนกลุ่มที่สามคือคนที่ไม่ได้อยากจะเปลี่ยนแต่พอคนปริมาณมากขึ้นเริ่มทำคนกลุ่มนี้ก็จะทำตามและใช้กระบวณการที่เกิดจากการเปลียนแปลงในการเปลียนแปลงตัวเอง นี่คือคนกลุ่มใหญ่ขององค์กร

    คนกลุ่มประเภทสุดท้ายคือกลุ่มคนที่ หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ไป และพยายามหาเหตุผลมาหักล้างทุกอย่าง และถึงแม้ว่าทุกอย่างจะดูมีเหตุผลไปหมด ก็ยังเชื่อในความรู้สึกของตนเอง คนกลุ่มนี้บางคนสุดท้ายก็ออกจากองค์กรไปเพื่อไปหาสถานที่ที่ตอบโจทย์ของตัวเอง แต่หากคนกลุ่มนี้อยู่ต่อเค้าก็จะเป็นเสมือนคนที่คอยให้ความมั่นใจกับคนที่เปลี่ยนแปลงแล้วให้รู้ว่าเค้าทำในสิ่งที่ถูกแล้ว คนกลุ่มนี้มักใช้เวลานานมากและเมื่อถึงเวลาที่เค้าเปลี่ยน เค้าจะยึดกับสิ่งที่เค้าเปลี่ยนแบบมั่นคง

    คนกลุ่มสุดท้าย เป็นกลุ่มที่คนมักเข้าใจว่าเค้าเป็นคนขวางโลก ขวางความเจริญขององค์กร แต่เชื่อหรือไม่ว่าคนกลุ่มนี้แหล่ะเป็นกลุ่มคนที่สำคัญมากที่องค์กรต้องมีเพราะว่าคนเหล่านี้จะมีจุดยืนบางอย่างที่หาคนเข้าใจยากเป็นคนกลุ่มน้อยที่เราต้องรักษาไว้ในองค์เพื่อให้เค้าช่วยเตือนเราว่าไม่ใช่ว่าทุกๆแนวทางใหม่ๆจะเป็นแนวทางที่ดีเสมอไป และถ้าคนกลุ่มนี้หาจับจุดผิดได้ อาจทำให้ทุกคนเข้าใจในสิ่งที่เราไม่เข้าใจมากขึ้น

    ไม่ว่าเราจะอยู่ในกลุ่มไหนขอให้เราระลึกเสมอว่าเราทุกคนเป็นเหมือนจิกซอว์ทีสำคัญที่จะทำให้ทุกๆการเปลี่ยนแปลงนั้นมีความหมายและเหมาะกับองค์กรเรามากที่สุด

  • หนึ่งใน จุดยืน อไจล์66

    หลักที่เรายืดคือสิ่งที่สำคัญ มันไม่สำคัญว่าหลักนั่นจะเป็น ศาสนา ความเชื่ออุดมการณ์ ไม่สำคัญเท่ากับการที่ทุกๆวันที่เราตื่นขึ้นมาเรารู้ว่าเราอยู่เพื่ออะไร

    จุดยืนจุดหนึ่งที่เมื่ออาทิตย์ก่อนมีโอกาสได้คุยกับหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มคนไอที ที่เชื่อในการทำงานแบบอไจล์ คือ

    กลุ่มเราเริ่มต้นด้วยความคิดที่อยากปล่อยของ อยากแบ่งปัน เพราะว่าเราแต่ละคนได้ผ่านประสบการณ์อันเจ็บปวด และไม่คาดหวังให้คนในวงการเดียวกันต้องมาทำซ้ำ เพราะการทำผิดซ้ำซากเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรและไม่ทำให้เกิดการเรียนรู้

    แต่ถ้าจะพูดให้หล่ออีกนิด เราจะบอกว่าเราตั้งใจจะสร้างสภาวะแวดล้อมที่ทำให้คนในวงการไอที ไม่ได้เป็นเพียงแค่กรรมกรในห้องแอร์ ที่ทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาแบบไม่ลืมหูลืมตา และสุดท้ายทำให้แต่ละวันที่ทำงานนั้นเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย ขาดพลังงานขับเคลื่อน และในที่สุดก็ออกจากองค์กรเพื่อไปหาที่ใหม่ที่ก็จะเจอปัญหาเดิมๆอยู่ร่ำไป ความตั้งใจส่วนตัวที่มาทำงานร่วมกับกลุ่มนี้คือ อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างองค์กรต่างๆให้มีวิธีการทำงานที่ทำให้ได้ทั้งผลงานที่น่าตื่นเต้น และความภาคภูมิใจของคนในองค์กรว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัฒท์ หรือบริการ และสนุกไปกับงานได้ทุกวัน เป็นสภาวะแวดล้อมของการแบ่งปันที่ไม่รู้จักสิ้นสุด และทำเงินได้และมีผลในการสร้างโลกให้ดีขึ้นในระยะยาว

  • สถาปัตยกรรมหอคอยงาช้าง (Ivory Tower Architecture)

    ivorytowerหากย้อนกลับไปซักสิบปีที่แล้วประเทศไทยคงยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับบทบาทของ สถาปนิกคอมพิวเตอร์ ซักเท่าไหร่ เพราะว่าคนไทยในประเทศยังไม่ค่อยมีใครเป็นสถาปนิกอย่างแท้จริง แต่ในสิบปีให้หลังเราคงเริ่มได้เห็นบทบาทของสถาปนิกในแวดวงไอทีมากขึ้น

    จากบทบาทดังกล่าวทำให้เราได้เห็น สถาปัตยกรรมในองค์กรสองแบบที่ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างชัดเจน

    ประเภทแรกเป็นสถาปัตยกรรมที่เน้นไปในรูปแบบนามอธรรม และสามารถใช้กับ แพลตฟอร์มอะไรก็ได้ และไม่ค่อยลงรายละเอียดเกี่ยวกับความซับซ้อน หรือ รายละเอียดของฮาร์ดแวร์ เน็ตเวิร์ค อิเล็คตรอน โปรตรอน จุดเด่นที่สุดขั้วของสถาปัตยกรรมนี้ทำให้เรารู้จักกันดีในนามว่า “สถาปัตยกรรมหอคอยงาช้าง (Ivory Tower Architecture)”  รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบดังกล่าวมักมาเป็นรูปแบบที่นักพัฒนาเอาไปสานต่อได้ค่อนข้างยาก (บางคนถึงกับบ่นว่า ฝันเฟื่อง ไร้สาระ) ตัวอย่างเช่น ต้องใช้  EJB Container-managed persistence หรือแม้แต่บังคับนักพัฒนาว่า ต้องใช้ JSF ในการทำ  UI เท่านั้น หรือสำหรับองค์กรที่รัก หรือมีสัญญาผูกกับ Oracle มักจะบังคับนักพัฒนาทุกทีมว่า ต้องใช้ฐานข้อมูล Oracle  เท่านั้น

    นักพัฒนาหลายต่อหลายคนที่ผมรู้จักถึงกับต้องกัดฟันทำไปตามสิ่งที่นักสถาปัตยกรรม แนะนำ (กึ่งบังคับ)ให้ทำ และมักใช้คำว่ามารตฐานขององค์กรมาเป็นเกราะ หรือมีดดาบ เอาเข้าจริงๆหลายต่อหลายครั้งการใช้เทคโนโลยีทางเลือกอาจง่ายกว่าถึง สิบๆเท่า ครับทุกๆคนเคยตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว ขอแสดงความยินดีด้วยครับ ว่าคุณได้อยู่ในวัฏจักร์ของสถาปัตยกรรมหอคอยงาช้าง

    ขอยืนยันว่าสถาปนิกคอมพิวเตอร์ที่ไม่รับฟังความคิดเห็นของนักพัฒนา มักเป็นคนที่ไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้ใช้งานระบบเช่นเดียวกัน และหลายต่อหลายครั้งผมเองเคยเจอผู้ใช้งานระบบภาวนาให้ระบบล่ม (เพราะอย่างน้อยจะได้ไม่ต้องใช้ไปซักพัก)

    ในทางกลับกันคนอีกกลุ่มที่เป็นสถาปนิกแบบที่นั่งทำงานกับนักพัฒนาแบบใกล้ชิด เบียดเสียด สถาปนิกประเภทนี้ไม่ลังเลที่จะเอาสถาปัตยกรรมรูปแบบดังที่กล่าวไปมาปัดฝุ่น หรือแม้แต่โละทิ้งเพื่อให้ทันต่อโลกของความเป็นจริง สถาปนิกที่แท้จริงต้องลงมาคลุกคลีงานกับคนทำงานจริง ผู้ใช้ และบางครั้งลงรายละเอียดลึกถึงขนาดของหน่วยความจำของระบบย่อยต่างๆ อัตราการใช้ซีพียู ความต้องการของเน็ตเวิร์ค แม้กระทั่งไวรัสที่แพร่หลาย ข้อจำกัดบางอย่างของการใช้ ไฮเปอร์เทรดดิ้ง (การจำลองการใช้ซีพียูหลายอัน โดยที่มีซีพียูเพียงอันเดียว) หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ของการใช้หลายซีพียูของโค้ดที่นักพัฒนาสร้าง

    สถาปนิกหอคอยงาช้าง (Ivory Tower Architect) มักมีความสุขกับจุดสุดท้ายของสถาปัตยกรรมที่สวยใสไร้ที่ติ แต่ว่าสถาปนิกที่แท้จริงเป็นคนที่หมั่นตรวจสอบความหลากหลาย และแนวทางในการพัฒนาที่จะนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นเรื่อยๆ(ไม่มีจุดสิ้นสุด) และคอยตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงความต้องการของผู้ใช้อยู่เสมอ สถาปนิกกลุ่มนี้จะคอยคิดเสมอว่าจะออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างไร โดยที่ไม่ต้องรีบูททั้งระบบ หรือ คิดแม้กระทั่ง เราควรเก็บสถิติเรื่องอะไรเพื่อจะเป็นประโยชน์ในการออกแบบในอนาคต และมักมีคู่มือสอนให้คนรอบตัวใช้มันให้เป็นด้วย

    สถาปัตยกรรมหอคอยงาช้าง (Ivory Tower Architecture) มีรูปแบบที่พอเสร็จแล้วมักไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงอะไร และมักบอกว่ามันได้ถูกออกแบบมาอย่างที่มันควรจะเป็นแล้ว หากแต่สถาปนิกที่แท้จริงมักบอกว่ามันดีเพียงพอ ณ เวลา และมักบอกได้ว่าระบบย่อยส่วนไหนจะมีอายุการใช้งานนานเท่าไร หรือมีลางบอกเหตูที่วัดได้เพื่อจะได้เริ่มออกแบบรองรับในอีก  1-2   ปีข้างหน้า

    ส่วนตัว มีความเชื่อว่าเราทุกคนไม่จำเป็นต้องรอสถาปนิกมาบังคับเราโดยที่เราออกความคิดเห็นไม่ได้ หากแต่เรานักพัฒนาต้องคิดและแนะนำแนวทางในการออกแบบที่ถูกต้องด้วย เริ่มเสียแต่วันนี้ ก่อนที่สถาปัตยกรรมหอคอยงาช้าง (Ivory Tower Architecture) จะล้มพัง และทำลายทุกๆคนที่อยู่ในองค์กร

  • กลุ่มคนทำงาน กับ ทีมงาน สองสิ่งที่แตกต่าง

    ผมเชื่อเราเคยเป็นหนึ่งในคนทำงานที่เข้าใจว่าการที่คนมาอยู่รวมกลุ่มกัน ทำอะไรร่วมกันซักอย่างเพื่อองค์กร หรือเพื่อวัตถุประสงค์ เป็นการทำงานที่เรียกว่า  “ทีม” แต่จากประสบการณ์ตรงและจากผู้ไหญ่ที่เราได้มีโอกาสทำงานด้วยทำให้ผมเองเปลี่ยนมุมมอง ว่าทำไมบางครั้งเราถึงมีความรู้สึกดีลึกๆในการที่ได้อยู่ร่วมทีมหนึ่งมากกว่าอีกทีมหนึ่ง มองย้อนกลับไปทำเรารู้ว่าแท้จริงแล้วเราได้รับเกียรติให้เป็นส่วนหนึ่งของทีมเพียงบางทีมเท่านั้น นั่งใคร่ครวญว่า อะไรน่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการทำงานเป็นทีมที่แท้จริง และเราจะช่วยให้เราเป็นทีมได้อย่างไร

    1. ทีมงานที่ทำงานร่วมกันต้องมีข้อตกลงที่ลงลึกถึงความรากเหง้าของความรู้สึกร่วมกัน เราหลายคนอาจเคยทำงานในทีมที่ มักเรียกตัวเองว่ามืออาชีพ แต่มักปล่อยให้เพื่อนร่วมงานคาดเดาว่าข้อตกลงในการทำงานขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน พอมีปัญหาก็อ้างว่าคนนั้นคนนี้ ไม่มืออาชีพ ตัวอย่างข้อตกลงง่ายก็คือ ทีมเราจะเริ่มทำงานร่วมกันเวลาไหน หลายคนอาจบอกว่าทำไมไม่ทำตามกฏและข้อตกลงทางสังคม หรือมาตรฐานขององค์กร จากประสบการณ์ตรงเวลาที่ดีที่สุดของแต่ละทีมไม่เหมือนกัน และหลายครั้งองค์กรก็ยืดหยุ่นมากพอถ้าเป็นข้อตกลงของทีมที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อองค์กรจนมากเกินไป หากข้อตกลงนั้นทำให้ทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    2. ทีมงานต้องอินกับเป้าหมายร่วมกัน ส่วนหนึ่งของเป้าหมายอาจจะมาจากองค์กร ธุรกิจ สาระสำคัญคือการมองเห็นภาพชัดเจนว่าทีมเรากำลังจะไปทางไหน ผู้นำในทีมเป็นส่วนสำคัญในการที่จะสามารถวาดภาพในหัวของทุกคนให้มีภาพเดียวกันได้ มีซีอีโอท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า ถ้าเราบอกให้ทุกคนวาดช้าง ช้างของแต่ละคนอาจมีลักษณะคล้ายกัน สีแตกต่างกัน จะดีกว่ามั้ยถ้าเราจะสามารถวาดช้างให้ทีมเห็น ทีมจะได้ไม่ต้องเดาว่าช้างที่ว่าจะเป็นเช่นไร

    3. ทีมที่แข็งเรงคือทีมที่ทะเลาะกันซึ่งๆหน้า การนินทาลับหลัง ตึความคำพูดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การที่จะเป็นทีมที่ดีคือการที่เรากล้าที่จะพูดบางอย่างที่เราอาจไม่เข้าใจ ไม่ชอบใจตรงๆด้วยความรัก ใช่ครับ ความรัก ถ้าเรารักเพื่อนเรามากพอ เราจะกล้าบอกในสิ่งที่เราไม่ชอบ เพราะว่าเราอยากเข้าใจและปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนของเรา

    4. ความเชื่อใจเป็นองค์ประกอบทึ่ขาดไม่ได้ ความเชื่อใจนั้นเป็นคำฟุ่มเฟือยที่เรามักใช้ในการของความเห็นใจจากคนอื่น แท้จริงแล้วการที่เราจะได้อะไรนั้น เราต้องให้คนอื่นก่อน ครับการให้ความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นของหายากที่ได้มายาก และเสียไปง่ายมาก ทีมที่ดีคือ การที่คนในทีมรู้ว่าเราจะให้ความไว้ใจกับเพื่อนในทีมอย่างไร และรู้ว่าจะรักษาความเชื่อใจที่คนอี่นมีให้เราอย่างไร

    5. การมองข้ามข้อจำกัดบางอย่างของเพื่อนและมองหาข้อดี(ที่มีอยู่จริง)ของทีมงาน ไม่มีใครสมบุรณ์แบบ แม้แต่ตัวเราเอง แต่หลายครั้งเรามักมองหาความสมบูรณ์แบบจากคนรอบตัวเรา ทีมที่แท้จริงคือการที่เรายอมรับว่าเราไม่สมบูรณ์และยอมรับความผิดพลาดเหล่านั้นอย่างเปิดเผย และนั่นก็หมายถึงการที่เรายอมรับความเป็นตัวของตัวเองของผู้อื่นด้วย เราอาจไม่ต้องรักทุกๆมุมของเพื่อนเรา แต่เราน่าจะสามารถที่จะมองข้ามไปและไปโฟกัสที่จุดเด่นของเพื่อนเรา

    6. ทีมที่ดีไม่ต้องมีเจ้านาย ผมไม่ได้กำลังบอกว่าการมีเจ้านายเป็นเรื่องไม่ดี รูปแบบองค์กรนั้นไม่สำคัญเท่ากับการสร้างให้ทุกคนมีความเป็นผู้นำเพื่อให้มีความสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา เพราะทีมที่ดีนั้นหากมีภาพที่ชัดเจนว่าจะไปทางไหน เจ้านายแทบจะไม่ต้องสั่งให้ลูกน้องในทีมว่าต้องทำอะไร สิ่งที่เจ้านายต้องบอกก็คืออะไรที่ต้องการ และทำไมถึงสำคัญ หลายต่อหลายครั้งผมได้รับความแปลกใจในความคิดสร้างสรรค์ที่ทีมทำให้อย่างไม่น่าเชื่อ

    7. ทีมที่ดีต้องมีผลงานที่ทุกคนมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งจริง สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ทีมทีีีีดีต้องสามารถสร้างผลงานออกมาได้อยู่เสมอๆ ทีมอาจมีคนที่เก่งมากในเรื่องบางเรื่อง แต่ทีมที่ดีต้องสามารถดึงศักยภาพของทุกคนออกให้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานให้มากที่สุด ทีมทีดีจะไม่มีแค่พระเอกที่รู้สึกว่าเค้าเป็นคนที่สำคัญที่สุดในการผลิตผลงาน เพราะการรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของของผลงานเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนในทีมให้สิ่งที่ดีที่สุดของตัวเองให้ทีมงาน

    ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครมีสูตรสำเร็จที่จะสร้างกลุ่มคนทำงานให้เป็นทีมอย่างแท้จริง เพราะผมเชื่อว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่มากกว่าความสามารถ บุคลิกภาพ ความหลากหลาย และองค์กร ผมเชื่อว่าเคมี ดีเอ็นเอ คนบนฟ้า มีส่วนอย่างมากในการพาให้เราได้เจอกลุ่มคนทำงานที่ ณ จุดหนึ่งเราสามารถเอาไปอวดกับคนอื่นได้ว่า เราเคยเป็นส่วนหนึ่งของทีม

    แต่ไม่ว่าปัจจุบันของเราจะอยู่ในกลุ่มคนที่ทำงานร่วมกัน หรือ ทีมงาน อยากให้รู้ว่าองค์ประกอบสำคัญของการสร้างทีม ไม่ใช่การมองหาทีมที่เราจะทำงานด้วย แต่หากเป็นการทำตัวให้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้ทุกๆกลุ่มที่เราทำงานด้วยเข้าใกล้คำว่าทีมมากที่สุด และเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อพัฒนาตัวเองให้เป็นเชื้อของทีมที่สามารถมีอิทธิพลต่อทุกคนที่มีโอกาสได้ทำงานกับเรา

    “วันนี้เราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของกลุ่มคนทำงาน หรือ ทีมงานที่แท้จริง ?” หนึ่งนาทีที่เราคิดอาจทำให้อีกหมื่น แสน หรือว่าล้านนาทีในอนาคตมีความหมายมากขึ้น

    cogs-and-gears

  • Are you looking for product grand opening?

    I used to be one of those people who was looking for grand opening of the product. Many big marketing campaign were rolled out, huge secret campaign whereas only a selected people were informed. It felt so good to be a part of those days.

    It turned out that none of them was a breakthrough (at least for the majority of the customers)…Why? In my opinion, I think one of the reason, besides standard business reason such as time-to-market, competitor, etc,  was the illusion across the team that they would know what customer wanted without actually release often to get the feedback. Product team was too proud that they had been developed product for the industry over 20 years and they had nailed the right features for the customers, the marketing was so professional that they thought their campaign would just blow customer away, the development team was thinking that they were the best geek on the planet…(the list go on and on)

    Lots of casualties, people quit, executives were fired. Though it was the failure, it is one of the most valuable experiences. I was happened to be one of those people who made it through the turbulence and witnessed the recovery. It was a bold move to overhaul the way team was working, it took a great leadership from the new leader to marketing  “an Agile way” Philosophy. Many small changes were implemented to formulate the right team structure, requirement specification was scraped and user stories was being used with better acceptance criteria. Most people were switching to the smaller release of product rather than a big release. The product started sharing the vision of how the new product would look like as well as the philosophy of how the product should be built. Leaders started blogging and get the feedback from the community. Ultimately, the platform was formed and it started to be accepted by the market. The new normal for the team was “Agile is making the team fail faster”, yes, the release often pruned out the ugly so the team spent time on the right features.

    Was it purely because of being Agile? I don’t think so but I know that Agile is a good starting point for the changes.

    Are you still looking for grand opening?

    Clipart Illustration of a Bunch Of Floating Party Balloons With